เพลงฉ่อยชาววัง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีรบุรุษ 30 บาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีรบุรุษ 30 บาท แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

ญิฮาด - หมายถึงอะไร

ญิฮาด
- หมายถึง การต่อสู้ การพยายามดิ้นรน ไม่ได้แปลว่า สงครามศักดิสิทธิ์ คำว่าที่แปลว่า สงคราม คือ คำว่า ฮัรบ์ หรือ กิตาล
ดังนั้น ญิฮาด จึงหมายถึง การพยายามต่อสู้ ดิ้นรน อย่างจริงจัง และบริสุทธิ์ใจในการทำความดี และขจัดความไม่เป็นธรรม การกดขี่ข่มเหง และความชั่วให้หมดไป การต่อสู้แบบญีฮัดนั้น กระทำทั้งทางจิตใจและ ร่างกาย

ญิอาด เป็นการคุ้มครองชีวิต ความศรัทธา และสิทธิมนุษยชนของตนเอง ไม่ใช่การรุกราน หรือทำร้ายผู้อื่น รูปแบบของญิฮาดมีตั้งแต่การอดทนอดกลั้นภายในจิตใจของตนเอง จนถึงการทำสงครามกับผู้ที่มารุกราน

อิสลามไม่อนุมัติและไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้ายต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะโดยการรุกราน หรือการพลีชีพ

การก่อการร้าย ไม่ใช่ญิฮาด แต่มันคือ ฟะซาด หรือการก่อความเสียหาย การใช้คำว่าญิฮาดสนับสนุนการก่อการร้าย จึงเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการศาสนา

" และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า พวกท่านจงอย่าก่อความเสียหายแก่แผ่นดิน พวกเขาก็กล่าวว่า ที่จริงนั้น เราเป็นผู้ปรับปรุงให้ดีต่างหาก พึงรู้เถอะว่าแท้จริงพวกเขานั่นแหละ เป็นผู้ที่ก่อความเสียหาย แต่ทว่าพวกเขาไม่รู้สึก"(กุรอาน 2:11-12)

"และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริง อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน"(กุรอาน 2:190)

-- นั่นก็คือ ต่อสู้กับผู้ที่รุกรานเท่านั้น และไม่รุกรานผู้อื่น

ส่วนคำว่า สงคราม นั้น ในศาสนาอิสลาม แบ่งสงครามออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.สงครามป้องกันตนเอง จะทำได้ต่อเมื่อถูกรุกรานก่อน
2.สงครามปลดปล่อย จะทำได้ก็เพื่อปลดปล่อยบรรดาผู้ถูกกดขี่เท่านั้น เช่น สงครามปลดปล่อยทาส เป็นต้น
3.สงครามที่เริ่มต้นก่อน กรณีนี้เป็นกรณีเป็นกรณีที่ละเอียดอ่อนมาก จะทำได้ต่อเมื่อ รู้อย่างแน่ชัดแล้วว่า ศัตรู เจตนาหรือมีแผนที่จะโจมตีมุสลิมก่อน หรือการที่ศัตรู ทรยศและไม่เคารพสัญญาที่ทำไว้

ซึ่งถ้าหากพิจารราดี ๆ เราก็จะพบว่า สงครามทั้ง 3 ประเภทนั้น มีอยู่ในปัจจุบัน
เช่น กรณีที่ 1 ก็เช่นชาวปาเลสไตน์ที่ต่อต้านการรุกรานของอิสราเอล
กรณีที่ 2 ก็เช่น ที่อเมริกาอ้างว่า ปลดปล่อยชาวอิรักจากการกดขี่ ( ซึ่งจริง หรือไม่จริง ก็คิดเอาเอง)
กรณีที่ 3 ก็เช่นอเมริกา อ้างว่า อิรัก เป็นภัยต่อความมั่นคงของโลก (ก็แล้วแต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ)

แต่สำหรับอิสลามแล้ว สงคราม คือทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น โดยไม่มีทางเลือกใดอีกแล้วจริง ๆ ...
 -----------------------------------------
 อธิบายเพิมเติม ในอิสลามเรายึดถืออยู่ 2 อย่าง คือ
1.กุรอาน
2.หะดิษท่านศาสดา หรือ คำสอนของศาสดานั่นเอง

กุรอาน นั้น อิสลามเชื่อในความบริสุทธิ์ และถูกต้องเป็นอย่างมาก เนื่องจากกุรอานถูกประทานลงมาจากพระผู้เป็นเจ้า และมีการจดบันทึกไว้ทันที รวมถึงมีการท่องจำเป็นประจำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกวัน และไม่เคยมีการแก้ไข หรือสังคายนาใด ๆ เกิดขึ้น ดังนั้น กุรอานจึงไม่มีการแต่งเติม สอดแทรกข้อความใด ๆ ลงไปได้

"ในโลกนี้ อาจไม่มีคัมภีร์ใดที่ยังคงมีต้นฉบับที่บริสุทธิ์เป็นเวลากว่า 14 ศตวรรษ เหมือนกุรอาน" (เซอร์ วิลเลียม มัวร์ , นักประวัติศาสตร์ชาวคริสเตียน)

ในกรณีของหะดิษท่านศาสดานั้น ไม่อาจยืนยันความบริสุทธิ์ ถูกต้องได้ทั้งหมด ทั้งนี้การจะดูว่าหะดิษ ใด ถูก หรือผิด จึงต้องอาศัยหลักฐานมากมายมายืนยัน ซึ่งต่างจากกุรอาน ที่ไม่จำเป็นต้องหาสิ่งใดมายืนยัน


ส่วนคำว่า ญิฮาดนั้น มีกล่าวไว้ทั้งในกุรอานและหะดิษ (กุรอาน 22:78 เป็นต้น) คำว่า ญิฮาด นั้น มีรากศัพท์ มาจากคำว่า ญะฮฺดุน ซึ่งหมายถึง งานที่ยากลำบาก , ความเหนื่อยล้า และ คำว่า ญุฮฺดุน ที่แปลว่า ความพยายาม ดังนั้นความหมายของคำว่า ญิฮาด ที่ถูกต้อง จึงเป็นดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อาจารย์ใหญ่หมอสงวน วีรบุรุษ 30 บาท






อาจารย์ใหญ่หมอสงวน วีรบุรุษ 30 บาท อดีต นายกสหพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ที่เข้าร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ปี 2519 ผู้ไม่ยอมหนีเข้าป่าและไม่เคยแปรธาตุเปลี่ยนสี หรือละทิ้งอุดมการณ์ อ่านแล้วน้ำ้ตาไหล....
นี่คือคนที่สมควรถูกเรียกว่าเป็น"อาจารย์ของทุกคน" จริง ๆ ค่ะ คำว่า "จิตอาสา" ก็เป็นโครงการที่สอนให้มนุษย์แบ่งปันกันแม้แต่สิ้นลมแล้วท่านก็ยังอุทิศตนเป็นอาจารย์ใหญ่
*****************************************************************************
สี่โมงเย็น...วันที่ 2 เมษายน 2554 ร่างของผู้ชายคนหนึ่ง...จะถูกเผาไปบนเชิงตะกอนของวัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี ซึ่งก็คงจะไม่มีความหมายอะไร...เพราะศพแล้ว ศพเล่าก็เคยถูกเผาบนเชิงตะกอนนี้มาก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่วันนี้ "ไม่ใช่" เพราะศพที่กำลังจะถูกเผา เป็นร่างของ "อาจารย์ใหญ่" ที่ชื่อ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นายแพทย์ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ให้คนไทยทั้งประเทศมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
18 มกราคม 2551 คุณหมอสงวน เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด ขณะอายุได้เพียง 56 ปี ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ...หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งร้าย ควบคู่ไปกับการสร้างงานด้านหลักประกันสุขภาพ นานกว่า 5 ปี
หลังจัดงานศพเสร็จสรรพ นพ.สงวนอุทิศร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี สถาบันที่ก่อร่างสร้างให้เขาเป็น "หมอ" อย่างเต็มตัว
"ขณะที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับงานที่รัก และใฝ่ฝันให้เกิดขึ้นมาตลอดชีวิต เวลาหนึ่งกลับได้รับรู้ว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ผ่านวันเวลาแห่งการต่อสู้กับมะเร็งมาอย่างเข้มข้นทั้งเจ็บปวด ทุกข์ และชนะ" นพ.สงวนเขียนไว้ในบทนำหนังสือ "เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง"
"วันนี้ ผมอยากพูดเรื่องมะเร็งในฐานะผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งจริงๆว่า เป็นมะเร็งไม่ใช่ความตายทันที มันอาจทำให้เราตายก็ได้ มันอาจทำให้เราไม่ตายก็ได้ เป็นมะเร็งไม่ใช่เราจะสูญสิ้นทุกสิ่ง ในทางกลับกันมันคือเงื่อนแห่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิต มะเร็งคือพลังอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกทำสิ่งดีๆ ให้เร็วขึ้นและมากขึ้น...ผมอยากให้คุณมองมะเร็งว่าเป็นเงื่อนไขที่มีพลัง..."
และดูเหมือนว่า "มะเร็ง" จะกลายเป็นพลังที่ผลักดันให้คุณหมอมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ หรือที่คุณหมอสงวน มักพูดถึงบ่อยๆว่า เป็นงาน...Health Care Reform ให้กับสังคมไทย


คุณหมอสงวนเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างสิ่งที่เรียกว่า
"หลักประกันสุขภาพ" โดยเริ่มต้นจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางรากฐานระบบบริการการแพทย์ของระบบประกันสังคม ที่ต้องใช้เวลานานกว่า 30 ปี กว่าที่สังคมไทยจะได้ เห็นหน้าตาของระบบประกันสังคมซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยเริ่มให้บริการทางการแพทย์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2534
อาจกล่าวได้ว่า นพ.สงวน เป็นหัวขบวนที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "หลักประกันสุขภาพ"...สิ่งที่คุณหมอมักพูดอยู่บ่อยๆ ก็คือแนวคิดเรื่องการ "เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข"
ซึ่งก็คงไม่ต้องตั้งคำถามว่า ใครได้อะไรมากกว่าใคร เพียงแต่เฉลี่ยให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด คนจนเวลาเจ็บป่วยไม่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว นั่นคือหลักการสำคัญ
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เกิดขึ้นจากฝีมือของคุณหมอสงวน เมื่อเขานำโครงการนี้ไปเสนอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และได้รับการขานรับ จนกลายมาเป็นนโยบายประชานิยม...ชิ้นเอกของพรรคไทยรักไทยในเวลานั้น