เพลงฉ่อยชาววัง

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การสร้างแบรนด์ของพรรคประชาชน


 เนื้อหาสำคัญจากคลิปรายการ "The Politics" ทาง Matichon TV ซึ่งเป็นการวิเคราะห์โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยเน้นไปที่มุมมองของ อาจารย์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์และยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน ดังนี้ค่ะ

​สรุปการวิเคราะห์การสร้างแบรนด์พรรคประชาชน (People's Party)

​อาจารย์ศิโรตม์ได้วิเคราะห์ถึงหัวใจสำคัญในการสร้างแบรนด์และการขยายฐานเสียงของพรรคประชาชนไว้ดังนี้ค่ะ:

​1. การรักษามาตรฐานแบรนด์ (Standardization)

​อาจารย์ศิโรตม์ระบุว่า พรรคประชาชนมี "มาตรฐาน" (Standard) ที่ชัดเจนและคงเส้นคงวาในการสื่อสาร [07:30]

​แบรนด์ของพรรคถูกออกแบบมาให้เป็น "สถาบันการเมือง" ที่ไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยึดโยงกับอุดมการณ์และการมีส่วนร่วมของมวลชน

​2. ยุทธศาสตร์จาก 200 เสียง สู่แลนด์สไลด์

​เป้าหมายหลักในการสร้างแบรนด์รอบนี้ไม่ใช่แค่การเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถไปถึง 200 เสียงขึ้นไป เพื่อนำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ในอนาคต [01:27]

​อาจารย์วิเคราะห์ว่าการสร้างแบรนด์ต้องตอบโจทย์ว่า "อยู่แบบไม่เปลี่ยน" หรือ "จะเปลี่ยนประเทศ" ซึ่งพรรคประชาชนพยายามตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็น "ผู้เปลี่ยนแปลง" (Change Agent)

​3. การปรับตัวสู่การเมืองดิจิทัล (Digital Branding)

​อาจารย์ศิโรตม์ให้ความสำคัญกับ "ยอดรับชมออนไลน์" มากกว่าจำนวนคนในสนาม [06:09]

​การสร้างแบรนด์ผ่านโลกโซเชียลของพรรคประชาชนมีความได้เปรียบ เพราะยอดการรับชมสด (Live Views) เป็นตัวชี้วัดความนิยมที่หลอกกันได้ยากกว่าการปั่นบอท [06:55]

​พรรคใช้ช่องทางออนไลน์ในการกระจายเนื้อหาการปราศรัยเพื่อให้เข้าถึงคนหมู่มากโดยไม่ต้องรอรถแห่เพียงอย่างเดียว [01:59]

​4. การเผชิญหน้ากับคู่แข่ง (Competitive Positioning)

​อาจารย์เปรียบเทียบการสร้างแบรนด์กับพรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าพรรคประชาชนต้องรักษาฐานเสียงเดิมในขณะที่ต้องแย่งชิง "คนรุ่นใหม่" และ "กลุ่มพลังเงียบ" ที่ต้องการเห็นการเมืองใหม่ [07:30]

​ความแข็งแกร่งของแบรนด์พรรคประชาชนอยู่ที่การทำให้คนรู้สึกว่าเป็น "พรรคของพวกเขา" จริงๆ ตามชื่อพรรค



****************

https://www.youtube.com/live/62ixWvt5_PM?si=5WLccYUSDioY-lJk


​ข้อมูลเพิ่มเติม:

​วันออกอากาศ: 6 กุมภาพันธ์ 2569 (เป็นการวิเคราะห์ก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69)

​บริบท: คลิปนี้เน้นไปที่บรรยากาศการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ซึ่งอาจารย์ศิโรตม์มองว่าเป็นจุดชี้วัดสำคัญของพลังแบรนด์ก่อนเข้าคูหา [02:11]

​#Thai_Online_News

#my_country_My_Freedom


วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

สามขุมพลังแห่งความหวัง



สามขุมพลังแห่งความหวัง" เป็นการวิเคราะห์ที่ลุ่มลึกและน่าสนใจมากค่ะ เป็นการฉายภาพการเดินทางของอุดมการณ์ผ่านผู้นำ 3 ยุคสมัย เพื่อให้เห็นว่าความหวังไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล แต่คือระบบและประชาชน

บทสรุปเนื้อหา: สามขุมพลังแห่งความหวัง 

บทนำ: ความลึกลับของอำนาจและอุดมการณ์ที่ไม่มีวันตาย

วิดีโอนี้เริ่มต้นด้วยการชวนตั้งคำถามถึง "ความลึกลับ" ในชีวิตประจำวัน นั่นคือโครงสร้างอำนาจและการต่อสู้ที่ดูเหมือนไม่สิ้นสุด แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือปรากฏการณ์ที่ยิ่งถูกบดขยี้กลับยิ่งแข็งแกร่ง เปรียบเสมือนตำนานการเดินทางของขุมพลัง 3 ยุคสมัย ที่ส่งต่อเปลวไฟแห่งความหวังจากรุ่นสู่รุ่น

​ขุมพลังที่ 1: ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ – ผู้จุดไฟและผู้เปิดทาง (The Trailblazer)

ในยุคที่การเมืองไทยตกอยู่ในความเงียบงันและสิ้นหวัง ธนาธรเปรียบเสมือนก้อนหินใหญ่ที่ถูกทุ่มลงในบ่อระเบียบอำนาจเดิม เขาไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อขอคะแนนเสียง แต่เข้ามาเพื่อ "ปะทะ" และ "เปิดทาง" ทางความคิด เขาพูดในสิ่งที่สังคมเคยเพียงแค่กระซิบกันในที่ลับ ให้กลายมาเป็นบทสนทนาสาธารณะ
การยุบพรรคอนาคตใหม่ แม้จะเป็นความพยายามดับไฟ แต่กลับกลายเป็นการทำลายกำแพงที่ขังอุดมการณ์ไว้ ทำให้จิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงกระจายตัวไปทั่วทุกแห่งหน

ขุมพลังที่ 2: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์สถาปนิกแห่งความหวังและมวลชน (The Architect of Hope)

เมื่อพื้นที่ถูกเปิดออก การส่งไม้ต่อสู่พิธาจึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก "การปะทะ" สู่ "การสร้างสรรค์" พิธาเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ชโลมใจและเป็นสะพานเชื่อมโยงความฝันให้กลายเป็นความหวังที่จับต้องได้ ด้วยเสน่ห์และการสื่อสารที่ทรงพลัง เขาเปลี่ยน "กระแส" ให้กลายเป็น "ฉันทามติแห่งยุคสมัย" จนเกิดปรากฏการณ์ส้มทั้งแผ่นดินในการเลือกตั้งปี 2566 แม้เขาจะถูกขัดขวางด้วยนิติสงครามและกลไกอำนาจพิเศษ แต่เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ซูเปอร์ฮีโร่" เพียงคนเดียวไม่สามารถเอาชนะโครงสร้างที่บิดเบี้ยวได้

ขุมพลังที่ 3: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ (เท้ง) – ผู้วางระบบและสถาบัน (The System Administrator)

การปรากฏตัวของเท้ง ณัฐพงษ์ คือการวางหมากชั้นเซียนที่เน้น "ระบบ" มากกว่า "ตัวบุคคล" หากธนาธรคือไฟ และพิธาคือน้ำ เท้งคือ "ดิน" ที่หนักแน่นและมั่นคง เขาเป็นนักเทคนิคที่มองปัญหาการเมืองเป็นเรื่องของ "บั๊ก (Bug)" ในระบบปฏิบัติการที่ต้องแก้ไขด้วยข้อมูลและความจริง กลยุทธ์ในยุคนี้คือการเปลี่ยนจาก "ดารา" เป็น "ข้อมูล (Data)" และสร้างพรรคให้เป็นสถาบันที่กระจายศูนย์อำนาจ (Decentralization) เพื่อให้การต่อสู้ดำรงอยู่ได้แม้ไม่มีผู้นำคนเดิม

​บทสรุป: ตัวละครลับตัวสุดท้ายคือ "คุณ"

ปลายทางของไม้ผลัดนี้ไม่ได้อยู่ที่นักการเมืองทั้ง 3 คน แต่อยู่ที่ประชาชนทุกคน ความลับที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้ถืออำนาจเดิมคือการที่ประชาชนตระหนักถึงพลังในมือตนเอง ยุคสมัยแห่งการรอคอยอัศวินขี่ม้าขาวจบลงแล้ว และยุคสมัยที่ทุกคนเป็นอัศวินของตัวเองได้เริ่มต้นขึ้น อุดมการณ์ที่ถูกฝังลงดินจะเติบโตเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีใครทำลายได้ตลอดกาล

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

🟦 สาเหตุที่ต้องแก้ รธน.

 

🟦 สาเหตุที่ต้องแก้ รธน.

1.รธน. ฉบับนี้ ออกแบบมาทำให้สามารถฮั้ว สว.ได้ , ทำให้ สว. มีเจ้าของได้ !! และ สว. ไปแต่งตั้งองค์กรกลาง เช่น ปปช./สตง./ศาลรัฐธรรมนูญ/สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน/กกต./ ซึ่งก็จะทำให้องค์กรเหล่านี้มีเจ้าของด้วยเช่นกัน พินาศหมดระบบยุติธรรมประเทศไทย
2.รธน. ฉบับนี้ทำให้หน่วยงานหลายหน่วยของรัฐ ,ปชช.ไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ , ไม่สามารถเข้าตรวจสอบความโปร่งใสได้ !! ประชาชนไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ หรือเอาผิดหน่วยงานของรัฐ ที่ทำผิดได้ !!
3. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้รัฐบาลที่ได้มานั้น มีความอ่อนแอ !! ซื้อเสียง ส.ส.ในสภาได้ , อำนวยให้ระบบบ้านใหญ่เติบโต เกิดมาเฟียผู้มีอิทพลในท้องถิ่น , การทุจริตในระดับท้องถิ่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้ง
🧡ปล.รบกวนช่วยกันแชร์ เหตุผล ข้อจำเป็นที่ต้องแก้ รธน.ฉบับนี้ ให้กระจายออกไปเยอะๆกันหน่อยนะครับ/คะ
#รธน60 CR: แก้ว กินรี ------------------------------------------------------------------------------------
ถานการณ์การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2568 มีความคืบหน้าสำคัญจากการพิจารณาของรัฐสภาในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยมติและจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองหลักสรุปได้ดังนี้:
1. พรรคประชาชน (ปชน.)
  • มติหลัก: เสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม 100% (เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่อาจไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง)
  • สถานะปัจจุบัน: ร่างของพรรคประชาชนได้รับมติรับหลักการในวาระที่ 1 และถูกเลือกให้เป็น "ร่างหลัก" ในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ด้วยคะแนน 300 เสียง
  • จุดยืนเพิ่มเติม: สนับสนุนการทำประชามติ 2 ครั้ง และเสนอให้การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราในอนาคตใช้เสียง สส. 2 ใน 3 แทนการพึ่งพาเสียง สว. 
2. พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
  • มติหลัก: เสนอโมเดล สสร. ในรูปแบบการคัดเลือก (หลีกเลี่ยงการเลือกตั้งทางตรง) โดยใช้สูตรให้ สส. และ สว. จำนวน 20 คน สามารถเสนอชื่อผู้สมัคร สสร. ได้ 1 คน
  • สถานะปัจจุบัน: ร่างของพรรคภูมิใจไทยผ่านวาระที่ 1 เช่นกัน โดยได้คะแนน 287 เสียง และถูกนำไปพิจารณาร่วมกับร่างหลักในชั้น กมธ.
  • จุดยืนเพิ่มเติม: เสนอให้ลดเกณฑ์เสียง สว. ในการแก้รัฐธรรมนูญจาก 1 ใน 3 เหลือเพียง 1 ใน 5 และย้ำว่าต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 
3. พรรคเพื่อไทย (พท.)
  • มติหลัก: เคยเสนอโมเดล สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ร่างของพรรค "ถูกตีตก" ในวาระแรกเนื่องจากเสียง สว. เห็นชอบไม่ถึง 1 ใน 3 (ได้เพียง 60 เสียง จากที่ต้องการ 66 เสียง)
  • สถานะปัจจุบัน: แม้ร่างของพรรคจะตกไป แต่พรรคเพื่อไทยยังคงย้ำจุดยืนเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำงานร่วมในชั้นกรรมาธิการ โดยสนับสนุนการทำประชามติ 3 ครั้งตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
  • จุดยืนเพิ่มเติม: ห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 อย่างเด็ดขาด หากมีการแตะต้องให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไปทันที 
สรุปประเด็นร่วมและข้อขัดแย้งหลัก (ข้อมูลล่าสุด ธันวาคม 2568)
  • ที่มา สสร.: ปัจจุบันเสียงข้างมากใน กมธ. เอนเอียงไปทางโมเดล "สสร. แต่งตั้ง/คัดเลือก" เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดกฎหมาย หากเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
  • ขอบเขตการแก้ไข: ทุกพรรค (ยกเว้นพรรคประชาชนที่เคยเสนอให้แก้ได้ทุกหมวดภายใต้กรอบประชาธิปไตย) มีแนวโน้มยอมรับเงื่อนไข "ไม่แตะหมวด 1 และ 2" เพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่เดินหน้าต่อไปได้ 
ขณะนี้กระบวนการอยู่ในชั้น กรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณารายละเอียดก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ของรัฐสภาต่อไป 


วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ทักษิณทิ้งคนเสื้อแดงยังไง

ประเด็นเรื่อง "ทักษิณทิ้งคนเสื้อแดง" เป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในกลุ่มคนเสื้อแดงและนักวิเคราะห์การเมือง โดยไม่มีข้อสรุปเดียวที่ทุกคนยอมรับได้ แต่สามารถสรุปมุมมองและเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้:
มุมมองที่ว่า "ทักษิณทิ้งคนเสื้อแดง"
  • ข้อกล่าวหาจากแกนนำบางส่วน: อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บางคน เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า นายทักษิณเป็นคนแรกที่ทิ้งคนเสื้อแดง โดยระบุว่าพฤติกรรมของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของทักษิณและครอบครัว ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อการต่อสู้และความสูญเสียของคนเสื้อแดง
  • การหันไปจับมือกับฝ่ายตรงข้าม: การที่พรรคเพื่อไทยมีแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่รวมพรรคที่เคยเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับคนเสื้อแดง (เช่น พรรคพลังประชารัฐ, พรรครวมไทยสร้างชาติ) ถูกมองว่าเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์และการต่อสู้ที่ผ่านมาของคนเสื้อแดง
  • การถูกมองเป็น "วัสดุใช้แล้วทิ้ง": มีการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ว่าประชาชนหรือคนเสื้อแดงอาจเป็นเพียง "วัสดุใช้แล้วทิ้ง" ในทางการเมืองของทักษิณและพรรคเพื่อไทย เมื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองแล้ว
  • การเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางการเมือง: การที่ทักษิณกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในรูปแบบที่หลายคนมองว่าได้รับสิทธิพิเศษ (เช่น การพักโทษที่โรงพยาบาลตำรวจ) และท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยประกาศสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ทำให้แกนนำและมวลชนบางส่วนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง 
มุมมองที่ว่า "ยังคงผูกพันหรือไม่ได้ทิ้ง"
  • การให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง: ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ยังคงรักและศรัทธาในตัวทักษิณ และเดินทางไปให้กำลังใจที่หน้าเรือนจำหรือในโอกาสต่างๆ ที่ทักษิณปรากฏตัว
  • การยืนยันความเชื่อมั่น: กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณยืนยันว่าการกลับมาของทักษิณเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและทุกคนควรได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม และการให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ทำด้วยใจจริง
  • การลงพื้นที่พบปะมวลชน: หลังได้รับการพักโทษ ทักษิณได้มีการลงพื้นที่และพบปะกับกลุ่มคนเสื้อแดงในหลายจังหวัด โดยกล่าวว่าตั้งใจมาใช้หนี้ที่ติดค้างไว้กับคนเสื้อแดงมานาน 
โดยสรุป ประเด็น "ทักษิณทิ้งคนเสื้อแดง" สะท้อนถึง ความแตกแยกทางความคิด ภายในกลุ่มคนเสื้อแดงเอง โดยมีทั้งฝ่ายที่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและการหันไปร่วมมือกับฝ่ายตรงข้าม และอีกฝ่ายที่ยังคงยืนยันในความจงรักภักดีและให้การสนับสนุนทักษิณต่อไป 

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ช่อ พรรณิการ์

https://www.youtube.com/watch?v=aNUfUYq8M-4


รสนาพูดเรื่องพรรคส้มเป็นรบ. ได้

https://www.facebook.com/share/r/1Pmr84sZ87/


-------

ชาตินี้ก็ไม่ได้เป็นรบ.

https://www.facebook.com/share/r/15FvW6kYRh/


-----

รู้หรือยังมีทหารไว้ทำไม

https://www.facebook.com/share/r/16bFHkfqmz/


ตระกูลชินวัตร จบเห่ทั้งตระกูล

https://www.facebook.com/share/r/1M1mnnm2ho/


3 ทางออกของแพทองธาร

https://www.facebook.com/share/r/1LkWKuMQ2C/

250 ก็รบ.พรรคเดียวไม่ได้

https://www.facebook.com/share/v/16nRi9XwRR

/

มั่นใจในเท้ง ฟังเรื่อง เท้งVSพิธา

https://www.facebook.com/share/r/19Z3kMk4en/


ดีลลับนายกคนกลาง ตัวอย่างอานันท์ ปัญญารชุน

https://www.facebook.com/share/r/16jxymu51J/


พูดเถียงกับทอมเป็นเพราะ

https://www.facebook.com/share/r/1Amg87rRTA/


ตู่นักปราศัยโดนคุณช่อตบซะตายคาจอเลย

https://www.facebook.com/watch?v=1019854979957360

--------

คณช่อตอบได้ชัดเจนมาก พรรคการเมืองที่จะอยู่ในใจ ของปชช.ได้คือยึดหลักการ

และอุดมการณ์ ไม่แกว่งไปตามกระแส เรื่องจริยธรรมก็แค่ข้ออ้างและเครื่องมือของ

ชนชั้นปกครองที่นำมาใช้ ซึ่งพวกนี้ก็ไม่ได้สูงส่งกว่าปชช.คนธรรมดาอะไรเลย

ที่ผ่านมาก็ได้เห็นประเภท ที่เขาเรียกกันว่าคนดีย์เป็นเช่นไร ตราบที่ระบบการปกครองยังเป็นเช่นนี้ซึ่งไม่รู้จะเรียกมันว่าระบบอะไรดี บ้านเมืองคงมองไม่เห็นอนาคต นอกจากเห็น

แต่ตวามล้มเหลวและพังในที่สุด

--------

คนแก่เอาแต่ใจ555 อยากให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ไม่ถูกใจประท้วง😆😆 น่าจะไปตั้งพรรคการเมืองแล้วก็ไปสู้ในสภาแบบเขา อยากได้แบบไหนก็ไปสู้เอาในสภาสิครับ


--------

ไม่ผิดหวังเลยสักครั้งเดียว แกนนำ ประชาชน คุณภาพทุกคนจริงๆ

--------

สู้ด้วยหลักเกณ สู้อยุ่ในกรอบกติกา แต่กลับโดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง -ต่างกันกับอีกฝั่ง ทำทุกอย่างให้ได้มาซึ่งอำนาจ จะผิดจะถูกไม่สน จะเหยียบหัวใครขึ้นมาหรือตัดหัวใครไม่สนใจ ขอแค่ให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ตัวเองต้องการ ทุกวันนี้ยังนั่งลอยหน้าลอยตาอยุ่ในสภาไม่อายลูกหลานตัวเอง กุละเชื่อเลย

--------

เงินบริจากเอาไปให้แม่ทับภาก2แล้วรึยังไอ้ตู่
ประชาชนเฝ้ารอดูอยู่นะที่พวกบอกว่าบริจากได้50ล้านบาท เขามาประชุมประมาณ28000กว่าตัวจ่ายหัว1000บาท

--------


--------


--------


--------

--------


วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568

Why is it a bad idea to get into a fight in Thailand, and what could happen if you do?

ทำไมการทะเลาะวิวาทในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องไม่ดี และจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณทำเช่นนั้น?

I lived there for 19 years. 3 years in a Thai prison for fighting. No basketball, no recreation, 50 to a room on the floor and shit food. Your embassy will make sure you get some extra food as Thai prisons have a commissary where you can buy hard-boiled eggs, fruit, and other necessities.

If older, it could easily be a death sentence from the conditions. When you first arrive, they put you in a waist chain with handcuffs leading to the waist and chains to your thighs. Thais say it's so you won't commit suicide- sort of bullshit. It's to control you and teach you to behave. For reference a simple shoplifting charge carries 2 years in prison.

Thailand has very draconian laws. Usually you can bribe your way out but if not YOU'RE SCREWED BIG TIME!

Also, guns are quite legal and Thai men can have insane tempers and they just might shoot you.

Look up the murder of Ernie Del Pinto in Mae Hong Son Thailand by a Thai cop. The cop also shot his pregnant friend Carly Reisig in the chest who wasn't even involved- cop was drunk when he shot them. Cop was a vicious thug and walked free.

Shortly thereafter he learned his 18 year old girlfriend was pregnant so he beat her to death with his nightstick in front of his like 10 year old daughter- then they convicted his ass.

You can Google all I've said. I speak Thai but don't read or write it.



Harry Nicolaides, who criticised the king of Thailand in his book "Verisimilitude", was sentenced to three years in jail in Thailand for insulting the royal family. The Australian writer has been in prison since August.

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568

สื่อมวลชนยุคนี้

 ยุคนี้ทุกคนมีเครื่องมือสื่อมวลชนอยู่ในมือ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นสื่อมืออาชีพ. อย่างดีพวกเขาก็เป็นได้แค่สื่อปฏิกูล เพราะสื่อมืออาชีพต้องดำรงความเป็นกลาง, ยิ่งในยามศึกสงครามยิ่งต้องเป็นกลางอย่างเคร่งครัด: หลีกเลี่ยงการพาดหัวข่าวด้วยศัพท์แสงปลุกเร้า, หลีกเลี่ยงการรายงานข่าวด้วยภาษาหวือหวา, หลีกเลี่ยงการใช้คำคุณศัพท์ที่สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึก เช่น โหดเหี้ยม, อำมหิต, เลือดเย็น, น่าสงสาร, น่าเศร้า, ฯลฯ เพราะศัพท์เหล่านี้สะท้อนความลำเอียงในการรายงาน. และด้วยเหตุผลเดียวกัน ถ้าเป็นสื่อออกอากาศ ต้องหลีกเลี่ยงการสอดใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงขณะกำลังรายงาน.

ดั้งนั้น หัวข้อข่าวในคลิปต่าง ๆ ที่ผมคัดมาจากยูทูปในวันนี้ ล้วนเป็นการนำเสนอของสื่อปฏิกูล:
- เขมรตายเฝ้าภูผีร้อยศพ, ข่าวเที่ยงอมรินทร์ (มึงรู้ได้ไงว่าร้อยศพ?)
- ด่วน! ขยี้เต็มกำลัง! ดับห้าว "เขมร" เปิดยุทธการ "ตราดพิฆาตไพรี 1", ข่าวไทยรัฐ (ใช้ภาษาแสดงความสะใจ, มึงเห็นด้วยตาหรือว่าเขมรถูกขยี้?)
- "ลาว" แถลงประจาน "กองทัพกัมพูชา" ตั้งใจยิงปืนใส่ แต่โบ้ยเป็นความผิดให้ไทย - ลั่นจับคนจัดฉากได้, Top News Live
Top News Live นี่ ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นสื่อปฏิกูล เพราะแทบทุกคลิปล้วนแสดงความกระหายสงคราม. เฉพาะในคลิปนี้ พิธีกรชายยังสวมบทชาตินิยมขวาสุดโต่งถึงขนาดด่าเขมรว่า "คือมันเจ้าเล่ห์มากนะฮะ, เลวทรามมาก, คือตอนนี้เนี่ย ตั้งใจยิงปืนไปฝั่งลาว หวังใส่ร้ายไทยให้ประชาคมโลกเนี่ยเข้าใจผิด..." (เฮ้ย มึงยังคิดว่ามึงเป็นสื่อหรือวะ?)

ใครไม่มีเวลาตามข่าวศึกไทย-เขมร ขอแนะนำให้ติดตามโพสต์ในแต่ละวัน

ของ Pavin Chachavalpongpun (ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์) ครับ. ขอรับรองว่าเธอน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคนใช้สื่อสังคมทุกเจ้า. เธออาจจะใช้ภาษาแบบปรี๊ดแตกบ่อย ๆ ในเรื่องที่ไม่ใช่ทางการ แต่ในการนำเสนอเรื่องที่เป็นทางการ ภาษาของเธอกระชับรัดกุม เข้าใจง่าย และปลอดจากอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว.

ความเป็นไปไม่ได้ของการปฏิรูปภายในประเทศ

สถาบันนี้จะอยู่ได้ก็ต้องพึ่งพาประชาชนคนในชาติ ! แต่คนในชาติอยู่ได้ แม้ไร้สถาบันนี้ แต่กลับมีกฎหมายทำลายความรักและศรัทธาของประชาชนในตัวเอง เนื่องจากกลัวความมั่นคงของตัวเอง ช่างน่าขัน ******


*****
สื่อลิ้ม กับหยุ่น พูดเหมือนนัดกัน ก่อนเกิดการปะทะใหญ่ "ทหารขี้ขลาด ไม่กล้ารบ กลัวเขมร รัฐบาลก็กลัวเขมรใหญ่ฮุนเซน รัฐบาลควรลาออก ยุบสภา"

แปะลิ้มเหมือนนรกส่งมาเกิดให้เป็นสารตั้งต้น ปลุกระดม ยุแหย่ เร่งเร้า สร้างความเกลียดชัง แตกแยก ร้าวฉาน ราวกับว่ามีความสุขเมื่อเห็นการเข่นฆ่า การประหัตประหาร การนองเลือด การระส่ำระสายไม่สงบสุขของผู้คนในสังคม

*****
เห็นด้วยอย่างยิ่ง สื่อทีวีหลายๆช่อง โดยเฉพาะเวลาเสนอข่าว สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมต้องใช้คนอ่านข่าวสองคนบ้าง สามคนบ้าง เขานั่งอ่านข่าวคนเดียวไม่เป็นหรืออย่างไร? หรือกลัวตกม้าตายถ้าอ่านข่าวคนเดียว?
แล้วอีกอย่าง เห็นหลายช่องชอบใส่ความเห็นส่วนตัว หรือวิจารณ์ไปพร้อมเสร็จ ฟังแล้วน่ารำคาญ จนเดี๋ยวนี้ เลิกดูข่าวในทีวีช่องต่างๆไปเลย ยังหวังอยู่ว่า เมื่อไหร่จะมีทีวีที่นำเสนอข่าวจริงๆ โดยไม่ต้องไปใส่สีตีข่าว หรือไปเหน็บแนมใส่ความเห็นส่วนตัว ว่าไปแล้วคงยาก ว่ามั้ย?
****