เพลงฉ่อยชาววัง

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

สรยุทธ สุทัศนะจินดา....กรรมกรข่าว


ที่มาของ ... กรรมกรข่าว 

ผมไม่เคยอยากเป็นนก ... ไม่เคยฝันอยากเป็นอะไร มีอะไรก็ทำอย่างนั้น ประสบการณ์มากมายที่ได้มา เกิดขึ้นเพราะไม่ปฏิเสธโอกาส ตลอดชีวิตการทำงาน ผมไม่เคยรู้สึกว่านั่นคืองาน คิดเสมอว่าคนที่มีงานทำเป็นคนที่มีเกียรติ ฉะนั้นอย่าว่าแต่หนักเอาเบาสู้เลย อะไรผมก็ไม่คิดทั้งนั้นแหละ ขอให้ได้ทำงาน ทำๆๆๆ ชนิดที่เปรียบไปแล้วก็เหมือน กรรมกรเพียงเป็นกรรมกรในสายข่าว ภาพของกรรมกรในความคิดผมคือ คนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จะไปไหนดี งานที่ลงตัวง่ายที่สุดคือการใช้แรงงาน จึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการรับจ้างเป็นกรรมกรก่อสร้างแบกหาม 

ชีวิตกรรมกร ... ตื่นมาก็ลุกไปทำงาน ได้เงินมาก็ซื้อข้าวกิน ตกค่ำหัวถึงหมอนก็นอน แรกเลยยังไม่มีประสบการณ์งานช่าง ก็ต้องแบกของยกของไปก่อน พอมีโอกาสได้เรียนรู้กับช่างไม้ก็อาจจะได้ไปทำงานไม้ พอตอกตะปูเป็นก็สามารถขึ้นโครงได้ อยู่ๆ ไปเมื่อเขาขาดช่างปูนก็ได้หล่อปูน ฉาบปูน ด้วยความจำเป็น ซึ่งนั่นก็คือการเรียนรู้จากงาน เรียนรู้โดยไม่คิดอะไร ไม่เกี่ยงและไม่มีทางเลือก ไม่ต้องลังเลว่าจะทำดีไหม 

ผมเลยคิดว่า ... บางทีก็ดีเหมือนกัน ถ้าคนเราจะไม่จินตนาการหรือวาดความฝันไว้สูงเกินไป ถ้าเราคิดว่าเป็นกรรมกรคนหนึ่งในสายงานที่ทำ มีอะไรผ่านเข้ามาให้ลองก็อย่าไปเกี่ยงว่าได้ค่าจ้างแพงๆ มีเกียรติ มีชื่อเสียงจึงจะสนใจ กรรมกรข่าวอย่างผม ชีวิตไม่เคยตั้งความหวัง อะไรผ่านเข้ามาก็คว้าไว้ เช่น เรียนนิเทศศาสตร์ หรือ ทำงานที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นก็ไม่ได้เลือก มันเป็นจังหวะให้ชีวิตต้องเดินเข้ามาทางนี้พอดี 

จากนักข่าวการเมือง ... วันหนึ่งเขาบอกให้เป็นหัวหน้าข่าววันอาทิตย์ ผมก็เป็น ค่อยๆ ฝึกทำ ถูๆ ไถๆ ไป ไม่ต่างอะไรจากการเรียนตอกตะปู ตอนที่เขาเรียกให้ทำวิทยุก็คงคล้ายกับการเรียนขึ้นนั่งร้าน อีกวันไปทำโทรทัศน์เหมือนเริ่มฉาบปูน ผ่านไปเป็นสิบปี ทุกอย่างที่ทำไว้จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 

วันนี้ มีคนบอกว่า ... 
ผมเป็นพิธีกรชื่อดัง แต่ที่ผมอยากให้ทุกคนเรียกมากที่สุดคือ นักข่าว 

มีคนบอกว่า ... ผมได้ค่าตอบแทนเท่าโน้นเท่านี้ ผมไม่บอกว่าจริงหรือเปล่า แต่บอกได้ว่าผมรวยกว่านักข่าวคนอื่นมาก ยิ่งเป็นคนที่ไม่มีเวลาใช้เงิน ทำแต่งาน กินอยู่ง่ายๆ ความเป็นอยู่จึงไม่เดือดร้อน แต่ถามว่าทุกวันนี้ ทำไมยังทำงานหนัก ขอถามกลับว่า แล้วจะให้ผมไปทำอะไร งานทุกอย่างที่ทำ เพราะอยู่กับมันมาทั้งชีวิต ก็ต้องทำต่อไป ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น จึงไม่รู้ว่าการเป็นกรรมกรข่าวในบทบาทพิธีกรข่าวของผมจะจบลงเมื่อไหร่ 


หนังสือเล่มนี้ ... เกิดขึ้นไม่ใช่ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนดังหรือมีชื่อเสียง แต่เพราะรู้สึกว่าชีวิตการทำงานของผมที่ผ่านมาในสายข่าวนั้นหนักมาก ผมมีทุกวันนี้ได้นอกจากโอกาสแล้ว ก็ด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ความคิด และสมองโดยแท้ ผมเคยให้สัมภาษณ์ที่โน่นที่นี่ไปบ้าง และก็ยังมีคนอุตส่าห์ให้เกียรติขอสัมภาษณ์อยู่เรื่อยๆ เลยถือโอกาสนี้รวบรวมไว้ให้สมบูรณ์ทีเดียว
ชีวิตผมถ้าจะอยู่ในหนังสือสักเล่ม ถ้าให้ประดิษฐ์คำแบบวิลิศมาหรา ผมก็ทำไม่เป็น และไม่อยากทำด้วย ผมตั้งใจอยากให้เป็นเรื่องเล่าจากคนเล่าข่าว อยากสื่อความหมายที่เป็นตัวตนของผมจริงๆ โดยใช้ภาษาแบบที่ผมพูดติดปากบ่อยๆ ว่าชาวบ้าน ชาวบ้าน เมื่อเล่าข่าวให้คนฟังเข้าใจง่าย ก็อยากเล่าเรื่องตัวเองให้เข้าใจง่ายเช่นกัน 

จะว่าไป ... ชีวิตผมเหมือนตัวป่วนที่วิ่งเข้าหาปัญหาตลอด เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมมันถึงพลิกผันมาจนเป็นวันนี้ได้ แต่ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้จบ คุณอาจจะได้คำตอบว่าชีวิตของผมทุกช่วงเหมือนเป็นขั้นบันได ผมย้ำว่าถ้าอ่านจนจบ คุณจะรู้ว่าผมต้องค่อยๆ ไต่บันใดขึ้นมาที่ละขั้นจริงๆ ไม่มีอะไรที่ได้มาเพราะโชคช่วย เลยอยากบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตที่ค่อนข้างโลดโผนขึ้นๆ ลงๆ เอาไว้ตรงนี้ เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจ ไม่ว่าใครคนนั้นจะอยู่ในสายข่าว สายพิธีกร หรือสายไหนก็ตาม แล้วก็อยากจะบอกคนที่อาจจะกำลังงงๆ หรือลังเลกับชีวิตว่า ถ้ามองหามุมสวยงามในสิ่งที่เป็นหรือที่ทำอยู่ไม่เจอ ก็ไม่เห็นเป็นไร 

วันนี้ ... รอบๆ ตัวอาจจะมีแค่กองอิฐ กองทราย 
แต่วันหน้า มันอาจจะกลายเป็นตึกระฟ้า ฉะนั้นอย่ากลัวครับ...ลุยเลย 


----------------------------------------------------------------------------------------------




ลูกแม่ค้าตัวจริงเสียงจริง

มีคนบอกว่า ... ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นอย่างไรให้ดูที่ชีวิตวัยเด็ก แต่คงจะดูผมยาก เพราะผมจำรายละเอียดวัยเด็กไม่ค่อยได้ แม่บอกว่าพ่อเสียตั้งแต่ผมอายุประมาณสองขวบกว่า เลยจำอะไรเกี่ยวกับพ่อไม่ได้อีกเหมือนกัน มีเรื่องเดียวที่ภูมิใจเสนอ จำแม่น และ สามารถบอกความเป็นตัวตนในวันนี้ได้ชัดเจนคือ ผมเป็นลูกแม่ค้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน มีพี่สาวกับน้องสาวอย่างละหนึ่ง ถึงจะฐานะไม่ดี แต่แม่ไม่เคยปล่อยให้ลูกลำบาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เรียกว่าเป็ดย่าง หูฉลาม ไม่ใช่เมนูในฝัน ยกตัวอย่างครั้งหนึ่ง ไปบ้านญาติ แล้วเขาสั่งก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามมาเป็นกับข้าว แล้วล้อมวงกินหลายๆ คน ความที่เป็นเด็ก ผมคิดว่าสนุกดี แต่แม่ไม่ชอบใจเอามากๆ

บ้านเรา ... อยู่ตึกแถวย่านสนามเป้า ชั้นบนใช้นอน ชั้นล่างเปิดเป็นร้านขายผลไม้เกรดเอ ประเภทผลไม้นอก ผสมของชำนิดหน่อย ตอนนั้น ผมไม่ได้สนใจจะช่วยแม่นัก ไม่ใช่เด็กแนววัลลีลูกกตัญญู ประมาณว่า เห็น รับรู้ แต่ไม่อิน เพราะไม่ชอบขายผลไม้ ทั้งที่ชีวิตผมถ้าไม่เป็นนักข่าว อาจจะเป็นพ่อค้าก็ได้

ตอนนั้น ... ผมไม่ค่อยบอกใครหรอกว่าที่บ้านขายผลไม้ จะว่าอายก็ไม่เชิง ออกไปทางรู้สึกเฉยชาว่ามันไม่เท่ ไม่ชอบเฝ้าร้าน รู้สึกว่าขายผลไม้มันไม่ค่อยเข้ากับเรา ใจไปฝักใฝ่อยู่ที่ร้านน้าซึ่งขายของชำ ตั้งแต่ขนม น้ำ เหล้า บุหรี่ ไปจนถึงแชมพูสระผม มีคนเข้าร้านทั้งวัน เดี๋ยวมาม่าซอง เดี๋ยวแฟ้บกล่อง ฯลฯ สนุกจะตาย

แต่ร้านเรา ... นานๆ จะได้ลุกไปขาย ถึงแม้ว่าจะมีลูกค้าขับรถเก๋ง มาจอดซื้อเยอะแยะ แต่ธรรมชาติของคนซื้อผลไม้มักจะเลือกโน่นเลือกนี่ นานกว่าจะตัดสินใจ ถึงแม้จะขายได้สตางค์คราวละมากกว่าที่ขายแชมพูทีละซอง แต่มันไม่สนุก ถ้าให้วิเคราะห์ถึงสาเหตุความเซ็ง ผมว่าเกี่ยวกับความทรมานใจเวลาเห็นของมันเน่าเสียด้วย ขายผลไม้นี่บทจะได้กำไรก็ดีเชียวนะ แต่บทจะขายไม่ได้ก็ถึงขั้นเสียหายและเสียดาย ภาพที่ชินตาคือแม่จะไม่ทิ้งพวกผลไม้งอมๆ ใกล้เสียทั้งหลาย แต่จะเก็บไว้กินเอง ไม่เห็นสนุกเลย ผมเคยพยายามโน้มน้าวให้แม่เปลี่ยนมาขายของชำอย่างเดียว แต่ไม่สำเร็จ เพราะทำเลไม่เหมาะ พอทำอะไรไม่ได้ก็เล่นจัดดิสเพลย์ร้าน เอานมผงกระป๋องใหญ่ๆ กล่องคุกกี้มาวางเรียงเป็นแถวเป็นแนวเสมือนว่า อยู่ในซูเปอร์สโตร์ยุคนี้ ดูเป็นระเบียบ เต็มพรึ่บ ซึ่งสมัยก่อนร้านค้าปลีกเขาไม่ทำกัน แค่วางกองๆ ไว้ มีร้านผมนี่แหละมุ่งมั่นที่จะให้สวยประมาณได้มาตรฐาน ISO

ถึงจะไม่ชอบ ... แต่ความที่คลุกคลีอยู่ตรงนั้น ข้อมูลต่างๆ ก็ค่อยๆ ซึมเข้าหัว นี่กิโลเท่าไหร่ นั่นขายยังไง บทสนทนาที่จำได้ขึ้นใจคือ ไม่ได้บอกผ่าน หมายถึง ลดอีกไม่ได้แล้วนะจ๊ะ ความจริงเราผ่านไปนิดหน่อยแหละ เผื่อต่อรอง แต่ไม่มาก เอาไว้ลดให้ตอนท้ายตามธรรมเนียม เพราะผลไม้ร้านเราเลือกได้ ยกเว้นบางอย่าง เช่น เงาะ ซึ่งปัจจุบันตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างเขาเลือกกันลูกต่อลูก เพราะเจ้าของห้างไม่ได้มาดูแลเอง ซึ่งจะทำใจลำบาก ถึงเราจะไม่ให้เลือก แต่ก็ซื่อสัตย์ ไม่ใส่ของเสียเข้าไป โอเค แถวข้างหน้ามีลูกแดงๆ เยอะหน่อย เพราะคัดเรียงไว้เพื่อความสวยงาม ซึ่งถ้าใครกินเงาะเป็น ความจริงสีเขียวอร่อยกว่า เพราะมันหวานล่อนกว่า สีแดงที่มักจะฉ่ำน้ำ นี่พูดในฐานะคนขายนะ แต่เวลาผมขาย ใครอยากเลือก เลือกไปตามสบาย ประชดแม่ที่อยากให้เฝ้าร้านนัก

ข้อมูลที่ได้ติดตัวมา ... ถึงเดี๋ยวนี้คือศาสตร์เกี่ยวกับผลไม้ เช่น เคล็ดลับการเลือก การดูว่าอะไรสด อะไรสุก อย่างองุ่นถือว่าเป็นของแพง ต้องดูให้ละเอียด ลูกต้องยาว สีออกเหลืองนิดๆ มีความนวล ผมจะรู้เลยว่า ของสดหรือค้างคืน น้อยหน่าจับปุ๊บก็รู้ว่าหนังหรือเนื้อ ฯลฯ ถ้านับเรื่องนี้ เป็นรูปธรรม ส่วนที่เป็นนามธรรมและค่อยๆ ซึมมาโดยไม่รู้ตัวคือการเป็นลูกแม่ค้า แม่ค้าเลี้ยงลูกอย่างไร แม่ผมเป็นแบบนั้นเลย เวลาตีก็ตีกระเจิง ด่าเสียงดัง โมโหมากๆ ก็ด่าไปร้องให้ไป อาวุธของแม่คือไม้ขนไก่ที่ใช้ปัดฝุ่น ไม่ถึงขั้นไม้กวาดหรือกระป๋องคุกกี้ ซึ่งผมก็ไม่เคยยืนนิ่งๆ ให้ตีหรอกนะ วิ่งสู้ฟัดหนีสุดชีวิตเลยละ ถ้าอ่านเรื่องราวของผมต่อไป คุณผู้อ่านคงจะ อนุมานได้เองว่าผมต้องวิ่งหนีไม้ขนไก่บ่อยแค่ไหน บางที่ต้องเอาไม้ไปซ่อนบ้าง แต่แม่เขาก็หาเจอทุกที

ยอมรับว่า ... ผมไม่ใช่เด็กดีนัก มองย้อนกลับไปเชื่อว่าแม่คงจะเหนื่อยใจ และลำบากพอสมควรทีเดียว เพราะต้องส่งลูกให้เรียนโรงเรียนเอกชนด้วย แต่แม่ก็ไม่เคยจุกจิกหรือบังคับว่าต้องสอบได้เกรดเท่านั้น คะแนนเท่านี้ หน้าที่ของลูกแค่เรียนหนังสือ ที่เหลือแม่จัดการให้หมดแม่ทำงานหนัก ผู้หญิงคนเดียวเลี้ยงลูก 3 คน เช้าตื่นตีสองตีสาม เพื่อออกไปขายผลไม้ที่ตลาดสะพานขาวบ้าง ปากคลองตลาดบ้าง แล้วกลับมาปลุกลูกไปโรงเรียน สายหน่อยจัดแจงเปิดร้านของตัวเองที่หน้าบ้าน แล้วก็ลุยไปคนเดียวทั้งวัน ช่วงไหนแวบได้ แม่ก็จะทำงานบ้านไปด้วย เกือบเย็นเมื่อลูกๆ กลับมาช่วยขาย แม่ถึงจะได้เข้าไปงีบ แต่ก็แป๊บเดียว เพราะต้องทำกับข้าวเย็นอีก ถึงตอนหลังจะมีแม่บ้านช่วยซักผ้า รีดผ้า แต่เรื่องอาหารแม่ก็ยังทำไม่เคยขาด ร้านเราเปิดถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง วันๆ แม่จึงแทบไม่ได้พักผ่อน เช้าจรดดึกแม่ต้องเจอคนหลายระดับหลากสไตล์ ทั้งลูกค้าใจดีและใจร้าย นักต่อ นักเลือก นักชิม ถ้าสุดท้ายชิมแล้วซื้อก็ไม่เท่าไหร่ บางทีไม่ซื้อ กว่าจะขายอะไรได้สักกิโล บอกว่าอย่างนี้เลือกไม่ได้ ฉันจะเลือก บอกอย่ากด หล่อนจิ้มเลย ซึ่งถ้ามันซ้ำก็เอาไปขายคนอื่นลำบาก ยังทึ่งว่าแม่ทำได้อย่างไร ถ้าถามแม่ เขาก็คงไม่รู้สึกว่าตัวเองลำบาก เพราะมันเป็นอาชีพที่เขาถนัด เป็นโปรเฟสชันนัล

ครั้งหนึ่ง ... ผมเปิดลิ้นชักดู เห็นเช็คเต็มเลย สงสัยว่าทำไมแม่ไม่เอา ไปขึ้นเงิน คงรวยตาย ปรากฏว่าเป็นเช็คเด้ง เพราะช่วงที่แม่ขายส่งผลไม้ ลูกค้าจ่ายเป็นเช็คมา แต่เราเอาเงินสดของเราไปจ่ายที่สวนแล้ว เห็นแค่นี้ ก็คงรู้แล้วว่าแม่เจออะไรมาบ้าง ช่วงวิกฤตของแม่ บ้านเราไม่มีเงินสดเหลืออยู่เลย จำได้ว่าเป็นหนี้ธนาคารเกือบล้าน มีข่าวว่าบ้านจะถูกเวนคืนด้วย ในที่สุดมีคุณลุงผู้ใจดี เสนอให้เราแลกบ้านตรงสนามเป้ากับทาวน์เฮ้าส์และตึกแถวย่านลาดพร้าวปลายๆ บวกเงินสดจำนวนหนึ่ง ซึ่งแม่จัดการเอาไปโปะหนี้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นร้านขายขนมเล็กๆ คิดดูว่าจากที่ขายผลไม้ บางที่แค่แอ๊ปเปิ้ลก็ลูกละ 140-150 บาท หรือขายกระเช้าละเป็นพัน ต้อง140-151 มาขายขนมชิ้นละบาท ซึ่ง140-152 สมัยก่อนย่านนั้นสภาพเหมือนป่า เป็นไปไม่ได้ที่จะขายดี แต่แม่ก็ไม่เคย พูดว่าลำบาก บอกแต่ว่าเรียนไปเถอะลูก เดี๋ยวแม่หาได้

เมื่อย้ายบ้าน ... เราเปลี่ยนมาขายของชำอย่างที่ผมเคยใฝ่ฝัน แต่พอต้องขายทุกวัน ทำไมไม่สนุกก็ไม่รู้ ลูกค้าบางคนขับรถมาจอด น้องไม้ขีดกล่อง ต้องบอกก่อนว่าไม้ขีดราคากล่องละ 1 บาท พอหยิบเดินไปส่งที่รถ เขายื่นแบงก์ 20 บาทมาให้ ผมก็ต้องเดินกลับไปเอาเงิน 19 บาทมาทอน แค่นั้นไม่เท่าไร พอเดินมาถึงรถเขาก็จะบอกว่า ขอไอ้นั่นอีกอย่าง ขอโน่นด้วยช่วยคิดทีเดียวไม่ได้หรือ รู้เลยว่าวันหนึ่งๆ แม่ค้าต้องเจอคนหลายแบบ หลากพฤติกรรม จึงเชื่อมโยงมาถึงเรื่องที่ฝีปากต้องกล้าแกร่งเอาไว้รับมือ ปกติแม่ไม่ค่อยเม้งลูกค้า ยกเว้นบางรายที่เรื่องมากเกินขีดมาตรฐานก็ต้องมีบ้างอย่ากดสิถ้าช้ำแล้วจะไปขายใคร หรือไม่ก็ เข่งนี้คุณเลือกเจ้าเดียว 20 บาท ที่เหลือคงต้องทิ้งแล้วละ หนักหน่อยก็ไปซื้อที่อื่นเถอะ

มองย้อนกลับไป ... รู้เลยว่าผมซึมซับเรื่องฝีปากมาจากไหน ทั้งที่ความจริงเด็กๆ ไม่ค่อยพูด แต่โตมากลับพูดเยอะดุเดือด ชอบเปรียบเทียบประชดประชัน ใครด่ามาด่ากลับเหมือนแม่ค้า แต่เป็นแม่ค้าโมเดิร์น มีเหตุผล ไม่ระรานใครก่อน ยกเว้นเวลาโดนแขวะหรือพาดพิงโดยที่ไม่ผิดถ้าเป็นในรายการจะบอกว่า ไม่ใช่ครับ คุณพูดของคุณไปเถอะ อย่ามายุ่งกับผม เดี๋ยวผมสวนนะ ซึ่งถ้าไม่เคยผ่านประสบการณ์หน้าร้านมากับแม่ วันนี้ผมก็จะไม่เข้าใจอารมณ์แม่ค้า ไม่สามารถคุยกับคนกลุ่มรากหญ้าได้อย่างเข้าอกเข้าใจ และไม่อดทนเวลาเจองานหนัก ถ้าคิดดูดีๆ

ชีวิตผมเหมือนแม่มาก .....
เป็นลูกไม้ที่หล่นใกล้ต้น อดทนทำงานหนัก
แต่มีความสุข อาจจะบ่นบางครั้งว่าเหนื่อย แต่ก็ไม่เคยเห็นแม่ลาพักร้อน


ที่ต่างกัน ... คงเป็นตรงจุดประสงค์ เมื่อก่อนผมถามแม่ว่าทำไมต้องทำงานหนักขนาดนั้น วันนี้แม่เป็นฝ่ายถามผมว่า ทำไมลูกทำงานมากเหลือเกิน ซึ่งคำตอบของผมไม่เหมือนแม่ที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงลูกสามคน แต่ผมทำเพราะสนุก จะว่าไป ชีวิตผมก็เหมือนพ่อค้า เพียงแต่ไม่ได้ขายผลไม้ ... ผมขายข่าว

----------------------------------------------------------------------------------------------


เด็กมีปัญหา

ใครจะเชื่อว่า ... สรยุทรจะออกไล่ล่าหาประสบการณ์ตั้งแต่วัยเยาว์ ชีวิตช่วงนั้น น่าจะเรียกว่า บกพร่องโดยสุจริต ถ้าวัยเด็กไม่ค่อยมีอะไรให้จำได้ ชีวิตการเป็นนักเรียนของผมก็มีอะไรให้จำให้เล่าเยอะไปหมด สุข ทุกข์ เศร้า เคล้าน้ำตา ครบ หนักไปทางมีเรื่องให้ลุ้นเป็นระยะ ใครไม่รู้จักผมอาจคิดว่า ด.ช.สรยุทธเป็นคุณหนู เพราะได้ค่าขนมไปโรงเรียนเยอะกว่าเพื่อน อู้ฟู่พอสมควร คนอื่นนั่งรถเมล์ แต่บ่อยครั้งที่แม่เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งผม เพราะไม่ยอมตื่น จนพี่น้องรอไม่ไหวล่วงหน้าไปก่อน และไม่ว่าจะสายอย่างไรแม่ก็บังคับให้กินข้าวเช้า ทั้งที่ไม่อยากกินมันพะอืดพะอมอย่างไรไม่รู้ เลยมีหลายครั้งที่ไปอ้วกกลางทาง เห็นไหมแค่เรื่องเดินทางก็ได้ลุ้นทุกเช้าแล้ว

ผมเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ ... วันหนึ่งแม่ทำอะไรให้น้อยใจสักอย่าง ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าข้าวของไม่ต้อง เดินตัวปลิวไปอยู่บ้านเพื่อน จะเรียกว่าหนีออกจากบ้านก็ไม่เต็มปาก เพราะบ้านเพื่อนก็อยู่แถวๆ นั้นแหละ พ่อแม่เพื่อนก็ดีใจหาย ผมยังนึกถึงบุญคุณจนถึงวันนี้ เช้าไปโรงเรียนพร้อมลูกเขา กลับมามีข้าวกิน คิดว่าเดี๋ยวเถอะ ถ้าแม่มาตามจะเล่นตัวให้น่าดู แต่ผ่านไปหลายวันแม่ก็ไม่มา ทำเป็นขี่จักรยานผ่านเวลาแม่อยู่หน้าร้าน แต่แม่ก็ไม่เรียก ฟอร์มจัดอยู่ไม่กี่วัน คิดถึงบ้านหนักเข้าก็ต้องกลับเอง

ความที่เป็นเด็กตัวใหญ่ ... ขาว หน้าตาดี ในความเห็นของผม เลยดูเหมือนเป็นหัวโจกหรือเซียน แต่พฤติกรรมจริงไม่ขนาดนั้น เรียนปานกลาง ไม่เก่ง ไม่อ่อน แต่ครูจำหน้าได้เพราะอยู่กลุ่มเด็กแสบ ถ้าจัดอันดับความแสบ ผมจะอยู่ประมาณที่ 4 ของห้อง ก็ไม่ได้ทำอะไรกระทบกระเทือนความมั่นคงของโรงเรียนหรอก แค่ทำตัวเด่น เสียงดัง เป็นเด็กเฮ้ว เรียกว่าวัยรุ่นสมัยนั้นเขาทำอะไรกัน ผมก็อยู่แถวหน้า ชอบทำตัวให้ครูสนใจ ถ้าท่านทำท่าจะปาแปรงลบกระดาน ก็ทำหน้าทำตากวนอารมณ์ประมาณ ปาสิ ก็เปรี้ยงมาสมใจ ไม่โดนจังๆ มันกระเด้งไปโดนฝาด้านหลัง แล้วกระเด้งมาโดนหัวอีกที เพื่อนเฮชอบใจ เห็นรุ่นพี่กระโดดลงรถเมล์ตอนที่รถจอดไม่สนิท รู้สึกว่าเท่มาก อยากทำบ้าง ไม่รู้ว่าเขามีวิธีวิ่งชะลอตามรถไปอีกนิดหน่อยให้ประคองตัวได้ แต่เราดันกระโดดแล้วเบรกเอี๊ยด หน้าเลยฟาดลงฟุตปาธ ลุกขึ้นมายังคิดว่าจมูกหายแน่ๆ

เด็กชายสรยุทธ ... ชอบทำอะไรตามอารมณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ วันหนึ่ง นึกอยากหนีเรียนก็หนีโดยไม่มีสาเหตุจริงจัง ไม่ใช่ประเภทบ้านมีปัญหา ครูไม่รัก เพื่อนทรยศ อะไรอย่างนั้น อยู่ดีๆ ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน พอถึงสะพานควาย จู่ๆ ไม่อยากไปขึ้นมาเฉยๆ ลงดีกว่า ซึ่งแถวนั้นมี โรงหนังเฉลิมสินพอดี ตั๋วหนังแค่สิบบาทเอง แถมเป็นหนังควบ แล้วยังฉายวนอีกต่างหาก คุ้มจะตาย เลยเข้าไปนั่งอยู่ในนั้นทั้งวัน ตกเย็นก็กลับบ้าน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รุ่งขึ้นแต่งตัวไปโรงเรียน แต่พอคิดว่าเดี๋ยวครูต้องถามว่าทำไมเมื่อวานไม่มาจะตอบว่าอะไรดี งั้นไม่ไปดีกว่า วันที่สาม ที่สี่ ยิ่งตอบยากขึ้นไปอีก เลยแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการไม่ไปก็แล้วกัน กลายเป็นหนีเรียนแบบดินพอกหางหมูทางความคิดอยู่อย่างนั้นเกือบเดือน ช่างเป็นการหนีโรงเรียนที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ความสุขอะไรก็ไม่มี ถ้าหนีไปกับเพื่อนก็ว่าไปอย่าง นี่หนีไปนั่งคนเดียวในโรงหนัง ทำตัวเหมือนเด็กอยากมีปัญหา ความคิดของเด็กที่ทำอะไรแบบนี้จะคิดแค่ผ่านไปวันๆ ไม่รู้หรอกว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร จะกลับไปโรงเรียนก็ไม่กล้า

จนกระทั่ง ... วันหนึ่งผมพลาด ความที่เบื่อนั่งดูหนังเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ ทุกทีกลับประมาณบ่ายสาม วันนั้นออกมาบ่ายโมง ชีวิตที่ไม่เคยรู้เลยว่ามีสารวัตรนักเรียนอยู่ในโลก ก็ได้รู้วันนั้นเอง เดินๆ อยู่ เขาเข้ามาคว้ามือจูงไปที่รถ เห็นเด็กนักเรียนที่หนีโรงเรียนเหมือนกันเต็มเลย ทีแรกคิดว่าจะถูกลงโทษสาหัสรุนแรง วาดภาพไปต่างๆ นานา แต่ความจริงเขาแค่ลงชื่อเรากับชื่อโรงเรียนไว้แล้วปล่อยกลับบ้าน รุ่งขึ้นครูเรียกแม่ไปรับรู้การว่ากล่าวตักเตือน พอกลับบ้านก็โดนแม่หวดนิดหน่อย แค่นั้นเอง แต่ในหัวของเด็ก ภาพความผิดมันยิ่งใหญ่ แก้ไม่ตก ตรงนี้ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ เรื่องอาจจะไปกันใหญ่

ผมพูดแทนเด็กที่ทำความผิด .....
ตอนที่ทำแบบหมักหมมได้เลยว่า จุดเริ่มต้นมักจะเล็กนิดเดียว
ถ้าได้สะสางก็ไม่มีอะไรลุกลาม เหมือนอย่างผมที่พอได้ตอบคำถาม
ได้ระบายอะไรๆ หมดแล้วก็โล่งใจ ไม่มีความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียนอีกเลย


เรื่องหนีโรงเรียนนี่ ... จะว่าไปแค่ออร์เดิร์ฟของการไล่ล่าหาประสบการณ์เท่านั้น เพราะจากนั้นไม่นานทางโรงเรียนก็เชิญให้ผมออก ด้วยสาเหตุที่ฟังดูโรแมนติกพอสมควร คือเรื่องความรักครับ แต่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกมีปัญหาเรื่องผู้หญิง

แฟนฉัน ... ของผมเริ่มช้า มีตอนมัธยมต้นแล้ว ไม่ใช่ประถม เหมือนเจี๊ยบกับน้อยหน่า และ ออกจะทุลักทุเลสักหน่อย คือโรงเรียนแบ่งเป็นแผนกชาย-หญิง เขา เอ๊ย เธอคนนี้เป็นเพื่อนของพี่สาว พอมีโอกาสได้รู้จักก็ส่งจดหมายรักฝากกันไปมา จีบกันแบบเด็กๆ เขามาเที่ยวบ้านผมบ่อย แต่คราวหนึ่งไม่รู้ทำไม เขาออกจากบ้านมาหลายวัน ในหลายวันนั้นก็มีบ้างที่เขามาค้างบ้านผม แต่ก็อยู่กันหลายคน เขานอนกับพี่สาว ผมคิดว่าเขาขออนุญาตทางบ้านแล้ว เลยไม่ได้คิดอะไร โธ่ เด็กนะ ไม่คิดลึกซึ้งซับซ้อนเป็นเรื่องเป็นราวอย่างผู้ใหญ่หรอก เวลาผ่านไป ผมกับเธอคนนั้น สร่างซาความสัมพันธ์กันไปตามประสาเด็ก แต่วันหนึ่งทางโรงเรียนเรียกผมไปสอบเรื่องความสัมพันธ์ ถามโน่นถามนี่ ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าผมไม่เกี่ยว

โดนซักมากๆ เข้า .....
พอเขาถามว่าเป็นแฟนกันใช่ไหม ผมเลยกวนกลับเข้าให้ว่า ใช่
ไม่รู้หรอกว่ามีผลกระทบอย่างไร ในที่สุดทางโรงเรียนขอให้ผู้ปกครอง
มาทำเรื่องลาออกตอนต้นเทอมของ ม.2…ซวยเลย


คนที่ ... ออกจากโรงเรียนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อลำบากนะ ถึงจะไปเริ่มที่โรงเรียนใหม่ทันทีได้ แต่มันต่อติดยาก ส่วนใหญ่ต้องรอให้ครบเทอมหรือขึ้นชั้นใหม่ ซึ่งแม่ก็คงคิดอย่างนั้น คือพักสักแป๊บ แล้วไปเริ่มใหม่ เลยไม่ได้คาดคั้น หรือถ้าผมอยากเรียนต่อทันที แม่ก็คงหาทางพาไปเข้าที่ไหนสักแห่งได้ แต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นแรงดลใจให้ผมคิดวางแผนด้วยตัวเอง เหมือนจู่ๆ อำนาจฝ่ายดีก็พุงเข้าหา หรือจะเรียกว่าช่วงผีออกก็ได้ เลยดิ้นรนไปสมัครเรียนศึกษาผู้ใหญ่ที่สันติราษฎร์ ผมเรียนระดับ 4 เท่ากับ มศ.1-มศ.3 ใช้เวลาปีครึ่ง แม่ก็ไม่ว่าอะไร ผมไม่อายด้วยนะ เดินยืดเลย แล้วก็ไม่ต้องให้ใครคะยั้นคะยอหรือถามว่าทำไมไม่ไปเรียน เพียงแต่นอนดึกและจะอืดไปถึงเที่ยง เข้าเรียนห้าโมงเย็น ประมาณสี่โมง ผมก็ออกเดินจากบ้าน ไม่รีบ เก็บดอกพิกุลริมถนนดมสบายใจ มีความสุข แล้วบรรยากาศในห้องเรียนก็สนุก นักเรียนในชั้นอายุประมาณสามสิบกว่า อย่างต่ำประมาณ 25 อยู่ในวัยทำงานกันหมด จึงเก๋และหลากหลาย มีตั้งแต่ช่างซ่อมรถยนต์ เจ้าของอู่ รปภ. คนรับใช้ ฯลฯ แน่นอนว่าผมเป็นเด็กที่สุดในห้องเรียน ถ้าเพื่อนคนไหนอายุไม่มากนัก ผมก็เรียกพี่ อาวุโสมากๆ ก็ลุง

ความที่มี ... ฐานความรู้มาจาก ม. 1 แล้ว ครูถามอะไรจึงตอบได้ ผมเลยเป็นคนที่เพื่อนๆ เอ็นดู คุณครูรัก อารมณ์ประมาณเป็นดาว เลยเรียนได้อย่างสนุก ไม่เบื่อ คงเพราะได้รับความรักเยอะ แล้วเพื่อนๆ กลุ่มนี้ ก็การันตีได้อย่างหนึ่งว่าเป็นคนใฝ่ดี อย่างน้อยเขาก็อยากเรียนให้จบ ในสังคมแบบนั้น ช่วงชีวิตนั้นผมจึงทำตัวแก่แดด อยู่ในกลุ่มผู้ใหญ่ ก็อยากเป็นคนโตบ้าง เริ่มสูบบุหรี่ตามเขา ใส่เสื้อขาว กางเกงสแล็ค เห็นเพื่อนทำงานกันหมด ก็พยายามหาอะไรทำ เช้าไปช่วยอาตัดคอนโซลรถยนต์ เย็นค่อยไปเรียน

แล้ววันหนึ่ง ... ความแก่แดดก็พาความซวยมาให้ อย่างที่รู้ว่าผมตัวใหญ่แล้วมาแต่งตัวคล้ายช่างกล แถมมีอุปนิสัยในการโดยสารรถคล้ายเขาอีก คือในรถมีที่นั่ง แต่ไม่นั่ง ขอยืนบันได พอถึงป้ายก็โดดลงมายืนที่ถนน ให้คนลงคนขึ้นเสร็จแล้วยืนบันไดต่อ วันนั้นรถวิ่งจากสามย่านบ้านอาไปโรงเรียนแถวพญาไท ผมลงป้ายเลยจากที่ปัจจุบันเป็นมาบุญครองมาหนึ่งป้าย จำได้ว่าเมื่อก่อนเป็นสยามกลการที่มีสโลแกนว่า เพื่อนที่แสนดี พอเท้าแตะพื้นก็ตุ้บตั้บๆ รู้สึกตัวอีกทีถูกลากขึ้นมาที่บันไดรถเมล์ เลือดอาบ ได้ยินเสียงคนรอบๆ ตัวถามว่า เป็นไงๆ

ทุกวันนี้ ... ผมยังจำไม่ได้เลยว่าวันนั้นกลับบ้านอย่างไร จำได้ว่าตื่นขึ้นมาก็อยู่บ้านอา แล้วก็อาเจียนยกใหญ่ อาพาไปหาหมอ ซึ่งบอกว่าถ้าโดนตีต่ำกว่านั้นคงตายแล้ว เพราะถูกท่อนเหล็กตีเข้าที่บริเวณใกล้จุดทัดดอกไม้เกือบโดนจุดสำคัญ เมื่อเทียบชั้นแล้วผมอยู่ ม. 2 แต่พวกที่ตีผมอยู่อาชีวะ เทียบเท่า ม.ปลาย อย่างนี้เขาเรียกผู้ใหญ่รังแกเด็กใช่ไหม จะบอกว่าหน้าตาเราไปกวนใจเขาก็ไม่น่าจะใช่ เขาคงเข้าใจผิด และหน้าตาผมคงแก่พอที่จะให้เข้าใจผิดด้วยมั้ง ตั้งแต่นั้นมาผมไม่ยืนตรงบันไดรถเมล์อีกเลย ไปไหนก็ติดนิสัยมองซ้ายมองขวาตลอด บางคนอาจจะคิดว่า เด็กที่เคยมีประวัติหนีเรียน ถูกไล่ออกจะเรียนศึกษาผู้ใหญ่รอดหรือ แต่ผมก็ผ่านมาด้วยดี เรียนดีอีกต่างหากรับประกาศนียบัตรเรียนดีทุกเทอม เนื่องจากผมเรียน ม.1 รุ่นแรก ซึ่งปีนั้นยังมี มศ.1 ควบคู่ไปด้วย เพราะฉะนั้นพอจบศึกษาผู้ใหญ่ก็เท่ากับจบ มศ. 3 ถ้าเรียนศึกษาผู้ใหญ่ต่อให้จบ มศ. 5 ก็จะแซงเพื่อนๆ ได้โดยใช้เวลาปีเดียว หรือจะเรียน มศ. 4-มศ.5 ก็ใช้เวลาแค่สองปี ทางที่สามคือเรียน ม. 4 - ม. 5 - ม. 6 สามปีจบพร้อมเพื่อน ซึ่งผมเลือกข้อนี้ ทั้งที่ไม่ได้เรียนกับเพื่อนหรอก แต่คิดแบบเด็กๆว่าอยากจบพร้อมเขา

แต่ ... จะเรียนที่ไหนดีล่ะ ที่แรกตั้งใจจะเข้าโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งดังมาก ขึ้นชื่อเรื่องเด็กเก่ง กะพลิกชีวิตตัวเองเต็มที่ บอกชื่อโรงเรียนไป จะตกใจว่าเด็กศึกษาผู้ใหญ่คิดใฝ่สูงไปได้ขนาดนั้น แต่ดันสอบไม่ติด เลยมาที่อำนวยศิลป์ ซึ่งไม่ใช่โรงเรียนในฝันสำหรับเด็กยุคผมหรอก แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายอะไร มีคนบอกว่า เด็กๆ เกเร เลยตั้งใจเข้าอำนวยศิลป์ใช่ไหม ความจริง ก็เป็นอย่างที่เล่านี่ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปมันเป็นจังหวะชีวิต

ถ้าผมเลือกเดินทางสายอื่น ..... ก็คงไม่ได้มาเป็นอย่างนี้ คือถ้าเรียนเร็วแบบหนึ่งปีจบ วันนี้อาจซ่อมรถอยู่ ถ้าเรียนสองปีไม่แน่ อาจได้เป็นวิศวกร พอเลือกสามปี เวลาแห่งการเรียนจบ มันยาวไกลเหลือเกิน ไม่ต้องเร่งรัดตัวเองมาก ชีวิตก็เป็นไปอีกอย่าง ผมไม่เสียใจเลย ที่ตัดสินใจอย่างนั้น คราวที่เลือกเรียนศึกษาผู้ใหญ่ มันก็ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิต รปภ. รู้จักเจ้าของอู่ซ่อมรถ รู้จักคุณแจ๋ว ได้ประสบการณ์มหาศาล เช่นเดียวกับตอนที่เลือกเรียนอำนวยศิลป์ 3 ปี ... ชะตาชีวิตกำหนดให้ผมได้เกเรอีกครั้ง

ป.ล. สิบปีก่อนผมเจออดีตแฟนฉันของผมแต่งงานกับรุ่นพี่ ที่โรงเรียนแห่งนั้นและมีลูกแล้วครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------



ศิษย์เก่าบ้านเมตตา

เป็นอีกครั้ง ...
ที่ผมพูดแทนเด็กบางคนได้ว่า บางครั้งเรื่องทำนองเหตุการณ์พาไปมีจริง

เข้าอำนวยศิลป์ได้ 15 วัน ... ทางโรงเรียนก็จัดพิธีไหว้ครู พอปาเจรากันเรียบร้อย ทีแรกผมตั้งใจจะกลับบ้าน มีคนชวนไปสยามฯ แต่ไม่อยากไป สายตาไปเจอะเพื่อนกลุ่มเบ้อเริ่มกำลังออกเดินผ่านหน้าโรงเรียน ถามได้ความว่าจะไปโรงเรียนคู่อริ ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าโรงเรียนนี้อยู่ไหน รู้แต่ว่าอยู่ศรีย่าน ก็คิดว่า เอาวะ ไปดูหน่อย เดินแห่ตามเขาไป ชาวบ้านแถวนั้นคงตกใจที่ขบวนคนสุดลูกหูลูกตา ประมาณ 500-600 คนเดินกันเต็มฟุตปาธ แหกปากร้องเพลงโรงเรียนให้จิตใจฮึกเหิม แต่ในตัวไม่มีอะไรเลย คัทเตอร์ไม่พก เหล็กฟุตไม่มี ไม้ทีไม่ได้ใช้ เพราะไม่คิดว่าจะมีการต่อยตี นึกว่าจะเป็นการไปแสดงแสนยานุภาพ ขาสั้น เฉยๆ สักพักได้ยินเสียงตำรวจประกาศ กลับบ้านได้แล้วนักเรียน อย่าก่อความเดือดร้อน เราคิดว่าไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกลับ ไม่รู้ว่าข้างหน้าเขามีเรื่องกันแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมาตำรวจเอารถเมล์มารับ บอกว่าจะพาไปส่งโรงเรียน เห็นเพื่อนๆ ขึ้นก็ขึ้นด้วย ความจริงไม่ขึ้นก็ได้ เพราะเพื่อนบางคนบอก เฮ้ย งั้นกูกลับ แล้วเดินหายไปเฉยๆ พวกที่ขึ้นรถไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้ตัว ยังเฮกันอยู่ ปรากฎว่ารถวิ่งไปไหนรู้ไหม กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนตรงนางเลิ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนนิดเดียว ถึงขั้นนั้นกลับตัวไม่ทันแล้ว แต่ก็ยังไม่กลัวนะ

พอลงรถ ... เขาต้อนให้ขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วจับถอดเสื้อ ผมเห็นเพื่อนๆ พากันก้มหน้า ยังงง ก้มทำไม รู้ว่ามีนักข่าวถ่ายรูป แต่เราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ไม่เห็นต้องก้มเลย ตำรวจเขาแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 30 คน เพื่อเอาไปฝากขังตามโรงพักแถวนั้นเป็นสิบๆ โรง ขังรวมกันไม่ไหวโรงพักคงแตก เพราะมีนักเรียนตั้งสองร้อยกว่าคน ผมไปอยู่โรงพักสามเสน เห็นลูกกรงเริ่มกลัวนิดๆ แต่มีเพื่อนเลยยังใจแข็งอยู่ได้ พอมืดเริ่มเครียด ทำไมยังไม่มีใครมารับอีก ด้วยสภาพห้องขังที่แออัด เหม็น สกปรกมันทำให้หดหู่ ยืนเกาะลูกกรงชะเง้อมอง จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครมา หลับๆ ตื่นๆ อยู่ในนั้น รุ่งเช้าอามาเยี่ยม ซื้อของมาให้ แต่แม่ไม่มา รู้แล้วละว่าแม่คงโกรธ ตกบ่ายก็ถูกส่งไปบ้านเมตตา ตอนที่รู้ว่าต้องไป ยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอเข้าไปเห็นบรรยากาศก็กลัวขึ้นมาทันที

มันเหมือนคุกเด็ก .....
เขาคงกะดัดสันดานให้เรียนรู้การมีวินัย ชีวิตในนั้นถ้าเข้าไปเดี่ยวๆ หรือน้อยคนคงลำบาก นี่ยังไม่นับว่าต้องทำงานหนักอะไรหรอกนะ เพราะเข้าไปหลายคนเขายังจัดเวรแบ่งหน้าที่ทำงาน เช่น ล้างส้วมให้ไม่ทัน แต่บรรยากาศแวดล้อมมันน่ากลัวบอกไม่ถูก


เช่น ... เป็นครั้งแรกที่ต้องแก้ผ้าอาบน้ำรวมกันเป็นสิบคน เวลานอนก็นอน เรียงกันไปบนพื้นไม้ห้องละประมาณ 80 คน หุ่นผมอวบๆ ขาวๆ คงถูกมองว่าจิ้มลิ้มในสายตาของพี่ๆ ในนั้น แต่พรรคพวกเราเยอะ จึงไม่มีใครกล้าทำอะไร อยู่ในนั้น มีเรื่องท้าทายภูมิปัญญาหลายอย่าง เช่น ใครสูบบุหรี่ ก็ต้องคิดกันหัวแตก จะทำอย่างไร บุหรี่ก็ไม่มี แต่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมีพวกลักลอบเอายาเส้นเข้าไปมวนบุหรี่จนได้ ส่วนไฟก็ไม่ยาก ดึงนุ่นจากหมอนมานิดหน่อย แล้วใช้เศษเหล็กหรือหินขูดกับพื้น จนประกายไฟกระเด็นขึ้นมาติดนุ่นที่ดึงเอามาจากหมอน เห็นแล้วจะทึ่งเลยละ

กิจกรรมที่ทุกคนตั้งตารอ ... คือการมีญาติมาเยี่ยม คนอื่นมีคนเข้าคิวเยี่ยมวุ่นวายไปหมด ส่วนผมไม่มีเลย วันๆ นั่งคิด เมื่อไหร่จะมีคนมาเยี่ยมกูโว้ย ดีว่ามั่วกินของเยี่ยมกับเพื่อนๆได้เลยไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เมนูยอดฮิตคือ ขนมปังแบบที่เขาให้ปลาจิ้มนมข้น มีขนมปัง มีนมข้น แต่ไม่มีที่เปิด ท้าทายภูมิปัญญาอีกแล้ว จะเปิดกระป๋องได้อย่างไร บางคนอาจรู้มาบ้างว่าถ้าเอาก้นกระป๋องขูดกับพื้นซีเมนต์จนบางได้ที่ ให้พลิกขึ้นมาบีบ ฝาจะเด้งขึ้นมาเอง ได้นมราดขนมปังกินอย่างมีความสุข ดึกๆ ถ้าหิวก็อาศัยมาม่า แต่ไม่มีน้ำร้อนหรอก ต้องใส่น้ำเย็น เรียกว่า มาม่าน้ำเย็น กินแล้วไม่รู้จะทำอะไรก็นอน ผ่านไปห้าวันแม่ถึงไปเยี่ยม อาหารเพียบ ของโปรดทั้งนั้น ไม่เห็นหน้าแม่ก็ไม่เป็นไร พอเห็นก็ร้องไห้โฮ เหมือนหนอนในโฆษณายูนิฟ แม่บอกกินข้าวเสียลูก วันหลังอย่าทำอีกนะ แม่เป็นห่วง หลังจากนั้นแม่ก็มาเยี่ยมทุกวัน พาพี่น้องมาด้วย

วันเวลาจึงผ่านไปแบบไม่ทุรนทุรายนัก .....
จนกระทั่งครบ 15 วัน แม่ก็มารับพาไปวัด รดน้ำมนต์ล้างซวย นี่คือสำนวนแม่เขา

หลังจากนั้น ... ศาลมีคำสั่งให้ผมถูกควบคุมความประพฤติ 1 ปี ต้องไปรายงานตัวตรงสนามหลวงทุก 3 เดือน ทุกวันนี้ถ้าถามว่าผมไปอยู่บ้านเมตตาด้วยข้อหาอะไรยังจำไม่ได้เลย เรียกว่าไม่รู้ด้วยซ้ำ อยากลืมให้มันพ้นๆ ไป โตขึ้นมาพอรู้เรื่องกฎหมายบ้าง ก็กลัวว่าจะกลายเป็นคนมีประวัติ บางคนบอกว่า ถ้าทำผิดตอนเป็นเด็กหรือเยาวชน ตำรวจจะไม่บันทึกประวัติ แต่ก็ไม่มีใครยืนยัน เลยได้แต่สงสัยอยู่ในใจ ล่าสุดไม่นานมานี้ ผมทำรายการเกี่ยวกับเรื่องแผนกทะเบียนประวัติอาชญากร เลยอาศัยลูกมั่ว ไหน เขาเก็บกันอย่างไร ลองสแกนลายนิ้วมือผมดูสิครับ กลั้นใจรอฟังผล ปรากฏว่า ไม่มีลายมือผมในแฟ้มประวัติ โล่งใจมหาศาล

เพราะ ... เคยผ่านเรื่องพวกนี้ ผมถึงเข้าใจอารมณ์เด็กช่างกล ที่ไปมีเรื่องมีราวแบบที่เฮตามเขาไป ใครคิดอย่างไรไม่รู้นะ สำหรับผม ครั้งนั้น ครั้งเดียวจบเลย ใครจะไปรวมกลุ่มกันเกิน 10 คนไม่เอาด้วยแล้ว แต่พวกที่ตีซ้ำตีซากคงเป็นความเชื่อว่ามันเท่ ซึ่งโชคดีที่ผมคิดว่ามันไม่เท่ ผมกลัวเจ็บ ถามว่าบ้านเมตตาเปลี่ยนให้เป็นคนเรียบร้อยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยหรือ ไม่ใช่หรอก แต่อิสรภาพที่หายไป กับความจริงที่ว่าเราทำผิดนะ ถ้าโตกว่านี้ ถึงติดคุกนะ มันก็หลอนอยู่นา ถ้าผมไม่โดนจับคราวนั้น ก็คงคิดไม่ได้และอาจตายไปแล้ว

เพราะ ... บ้านอยู่ในย่านชุมทางนักเรียน คืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ความที่ไปเจอเพื่อนต่างสถาบันในบ้านเมตตาจำนวนไม่ใช่น้อย พอออกมาเจอหน้ากันก็ทักรุ่นพี่ รุ่นน้อง เลยรอดมาได้ แต่เมื่ออยู่ในจุดอันตรายก็ต้องระวังตัว ใครชวนไปไหน ขอบใจมากเพื่อน เอ็งไปกันเถอะ รู้หมดละว่า ใครตีเรา เราตีใคร แต่ไม่ร่วมด้วย แล้วยุคนั้น ข่าวตีกันก็เริ่มซาๆ แล้ว เรียกว่ารู้หลบเป็นปีก ไม่รนหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองเกินความจำเป็น ไม่พ่นกำแพงบ้านใคร ไม่ออกนอกเส้นทาง แต่ในโรงเรียนยังอยู่ในข่ายหัวโจกเหมือนเดิม เฮี้ยว เปรี้ยว ซ่า เต็มที่ตามประสาโรงเรียนผู้ชายล้วนคะนองสุดๆ เป็นผู้นำแฟชั่นล้ำสมัยเสมอ บางทีกางเกงขาบานเหมือนกระโปรง บางทีกางเกงรัดติ้วถึงก้น เดินส่ายจีบสาวโรงเรียนอื่น เธ็คกลางวันกลางคืนจะเหลือหรือ ดิ้นกันระเบิดเถิดเทิง สูบบุหรี่ ยกเว้นยาเสพติด ที่ผมไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง

ครูท่านหนึ่งเคยถามผมว่า ... สรยุทธ สูบบุหรี่หรือเปล่า ถ้าสูบ อย่าไปเอาของคนอื่นนะ เพราะมันอาจจะเป็นยาเสพติด เหล้าเบียร์ลองหมด แต่มันไม่อร่อย แก้วเหล้าของผมจะมีเหล้าประมาณ 2 หยด ที่เหลือเป็นโซดา การพนันก็รู้จัก รู้ไหม ผมเล่นอะไรกัน มวยครับ โทมัส เฮิร์นส์ ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ฯลฯ ใครจะต่อข้างไหน เท่าไหร่ ร้อยสองร้อย ผมเป็นคนรับแทงเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมีการเสียเงินเสียทอง ดีว่าเป็นคนงก 300 บาทก็ถือว่าเรื่องใหญ่ นอนไม่หลับแล้ว มากที่สุด 500 ก็หยุด ทีนี้มวยสากลเขาชกกันน้อย ก็ต้องเล่นมวยไทย ไม่ได้ไปดูถึงเวทีหรอก ใช้ดูโปรแกรมจากหนังสือ แล้วดูผลหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น เลยมีความรู้เรื่องมวยไทยดีเป็นพิเศษ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ต่อยดี สกัด พรทวี ไหว้ครูสวย ฯลฯ วันไหนไม่มีอะไรเล่นก็กดเครื่องคิดเลขมั่วๆ แล้วทายเลขท้ายกันก่อนจะกดเครื่องหมายเท่ากับ ส่วนไฮโลไม่เล่น ไม่ใช่อะไร เล่นไม่เป็น ไพ่ก็ไม่เล่น รู้สึกว่ามันเชย

ถามว่า ... ไม่เรียนหนังสือเลยหรือ เรียนครับ แต่เกรดไม่ดีหรอก ซ่อมเกือบทุกเทอม ความฮึดอย่างตอนที่เรียนศึกษาผู้ใหญ่หายไปแล้ว คงเพราะได้กลับมาอยู่ในโลกปกติ ไม่ต้องรับผิดชอบมาก เกรดของผมจะขึ้นอยู่กับความสนใจของตัวเองและครูด้วย วิชาไหนครูเอาใจใส่หรือผม ชอบครูท่านนั้นจะได้ 4 ฉะนั้นวิชาเดียวกันบางปีก็ 1 บางปีก็ 4 สรุปแล้วผมใช้เวลาสามปีในอำนวยศิลป์คุ้มเหลือเกิน รุ่นนั้นจบไป เป็นตำรวจทหารเยอะแยะ เจ๋งๆ ทั้งนั้น ที่ไม่เจ๋งก็มี รายนั้นชอบทางบู๊ ต่อยตีหนักหนา ผลคือมันเลยได้เป็นผู้ร้ายจริงๆ เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่เขาแก้ปัญหาเรื่องยกพวกตีกันด้วยการรับนักเรียนหญิงเข้ามาเรียนด้วย เลยลดความซ่าลงได้บ้าง เพื่อนผมบอกหน่อมแน้ม แต่ผมว่าดีแล้ว พฤติกรรมประเภทท้าทายคนมาตี หรือตามไปราวีเขาให้เดือดร้อนชาวบ้านควรหมดไปได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ใครก่นด่า

ดูอย่างผมสิ ทุกวันนี้ยังด่าตัวเองว่าเคยทำไปได้อย่างไร โคตรโง่เลย

----------------------------------------------------------------------------------------------


นกน้อยในโร่ส้ม

สมัยนี้ ... ถ้าถามเรื่องแผนชีวิต เด็กบางคนอาจเล่าได้เป็นฉากๆ ทั้งเรื่องความใฝ่ฝันและแผนการเรียนให้ส่งเสริมสอดคล้องกัน แต่ผมไม่มีทั้งสองอย่าง ผมเป็นเด็กที่ไม่มีความฝันประเภทอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน เลยไม่อยากเป็นนักบิน เคยแต่ซื้อกระบอกตั๋วรถเมล์มาเล่นเป็นคนเก็บตั๋ว ถ้าจับตัวมาถามแบบคาดคั้นจริงๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็คงตอบว่า ถ้าไม่ขายของเหมือนแม่ อาจเป็นวิศวะเหมือนอา

ฉะนั้น ... ตอนจบม.ปลาย แม้จะได้คะแนนไม่ดีนัก ด้วยความที่แสดงอิทธิฤทธิ์เอาไว้มาก แต่ก็ยังเลือกคณะวิศวะ ผลคือไปสอบวิชาเดียวก็ต้องกลับบ้าน ประกาศผลสอบให้ตัวเองได้เดี๋ยวนั้นเลย กลับมาทำเงียบๆ ไม่บอกใคร มาดสุขุมไปอย่างนั้นแหละ แต่ในใจคิดหนักว่าจะเอาอย่างไร กับชีวิตต่อ ศึกษาผู้ใหญ่อีกสักรอบดีไหม จนวันที่ตัดสินใจจะเข้ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถึงเดินเข้าไปบอกแม่ แม่ก็เหมือนเดิม ไม่ว่าอะไรสักคำ ทั้งที่ค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ใช่ถูกๆ หรือแม่ไหวตัวไม่ทันก็ไม่รู้นะ พอได้รับอนุญาตก็จัดแจงไปสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ พยายามหาเหตุผลให้ตัวเองว่าเพราะชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ชอบการเมือง และถ้าเป็นคอลัมนิสต์คงไม่ต้องพูดจาติดต่อกับใคร นี่เป็นความเชื่อของผมตอนนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าสอบง่ายๆ ต้องลุ้นพอสมควร

พอได้เรียน ... ผีเด็กซ่าก็ออก อำนาจฝ่ายดีเข้าครอบงำอีกครั้ง บวกกับเจอสังคมใหม่ จะมาเป็นอำนวยศิลป์อย่างเก่าไม่ได้แล้ว ต้องแสดงอะไรบางอย่าง คล้ายๆ จะอยากได้รับการยอมรับ

เทอมแรก ... ตั้งใจเรียนอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำทุกวิชา ระดับที่ตั้งใจ จดเล็คเซอร์ละเอียดนั่นธรรมดาไป ผมถึงขั้นคัดลายมืออีกรอบ ให้เล็คเซอร์ที่จดมาเรียบร้อยพร้อมให้เพื่อนยืมซีร็อกซ์

พอเกรดออก ... หัวใจพองโต 3.8 ได้ทุนด้วย จากนั้นเหมือนอยู่ในอาการจมไม่ลง รู้สึกว่าต้องเรียนให้ดี เพราะทุกคนคาดหวัง ตั้งใจอ่านหนังสือ หลักคืออ่านให้ได้สามรอบก่อนสอบ ตอนนั้นผมอาจจะเข้าข่ายเป็นคนเด่นคนดังกับเขาเหมือนกัน เพราะทำกิจกรรมด้วย ซึ่งค้านกับบุคลิกที่ดูไม่น่าจะเป็นเด็กเรียนหรือคนดังได้เลย ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งตัวหรือหน้าตา เพราะตอนปีหนึ่งผมเป็นตี๋บูติ๊กบูติก มาเริ่มแต่งตัวเซอร์และทำกิจกรรมตอนปี 3 เพราะรุ่นพี่ซึ่งเป็นประธานคณะมาทาบทามให้ช่วยเป็นหนึ่งในกรรมการ ที่นี้พอเข้ามาคลุกคลีก็ทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ขึ้นปี 4 เลยติดลมลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานคณะเอง วันที่จับสลากได้เบอร์ 2 ตกกลางคืนขนเพื่อนเหมาแท็กซี่ไปที่วิทยาเขตรังสิต ซึ่งเปิดเป็นปีแรก เอาป้ายไปติดทั่วเลย เพราะเราอยากได้คะแนนจากเด็กปี 1 ซึ่งมีเป็นพันคน เช้ามาเขาตกใจกันใหญ่

ดูว่าเป็นคนกล้าอย่างนี้ ... แต่เวลาต้องขึ้นไปพูดทำนองหาเสียงให้ตัวเองเขินนะ ไม่ค่อยชอบ ในที่สุดชนะมาด้วยคะแนนหวุดหวิด คงเพราะรุ่นน้องเห็นว่าเราเคยทำงานมาตอนปี 3 แล้วโดยโครงสร้างผมแก่มั้ง ดูแก่เกินวัย ดูจะมีความเป็นผู้นำในระดับหนึ่ง ภารกิจของประธานนอกจากดูแลสารทุกข์สุกดิบแล้ว ก็ต้องดูแลให้น้องๆ ร่วมกิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัย สมัยนั้นยังไม่ออกมาทำอะไรข้างนอกเหมือนเดี๋ยวนี้ ทีนี้ความที่ผมเป็นคนเอาจริงเอาจัง ทำอะไร ทำจริง ที่ผ่านมานิเทศฯเป็นแชมป์เชียร์ทุกปี ถึงปีเราก็ต้องทำให้ได้เหมือนกัน ตอนนั้นไม่มีการโยนเยินแบบเชียร์แข็งแรงอย่างสมัยนี้ แต่เราเอาเป็นเอาตายกับมันมาก ประมาณแหกปากร้องเพลงพร้อมเพรียง ซึ่งอาจารย์เขาไม่อินด้วยหรอก ฉะนั้นถึงอยู่ปี 3 ปี 4 ก็ยังต้องมานั่งคัดลายมือ 100 จบ เพราะอาจารย์เห็นว่ามีเวลาไปยกธงเชียร์เหยงๆ แต่ทำไมไม่เข้าเรียน เลยต้องคัดลายมือว่า ... ผมจะไม่ยกธงอีกแล้วครับ

ด้วยภาวะความเป็นผู้นำอย่างจริงจัง ... ต้องมีจิตวิทยานำคนเป็นพัน ให้อยู่ทำกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง ไม่เฉพาะเชียร์ ยังมีงานละคร งานวิชาการต่างๆ ประธานจึงต้องเสียงดังไว้ก่อน บางทีถ้าพูดหวานๆ ไม่ได้ผล ต้องใช้วิธีปลุกระดมที่เขาเรียกระบบว้ากนั่นแหละ เวลาชนะก็ดีใจมาก อินเหลือเกิน บางทีถึงขั้นน้ำตาร่วง ไม่ใช่รุ่นน้องนะ ผมเอง สาเหตุเพราะไม่ได้ดังใจ ถ้าเราไม่ได้รางวัลนี้ ถึงขั้นจะเป็นจะตายเชียวนะน้อง เว่อร์ประมาณว่าเป็นเรื่องระดับชาติ แต่ถ้าใครไม่อยากทำก็ปล่อย เพราะคนเยอะจนไม่ต้องซีเรียสอยู่แล้ว ไม่มีการลงโทษ ไม่แกล้งรุนแรงหรือให้ทำอะไรประหลาดๆ อย่างนั้น ผมแอนตี้ อย่างดีก็ประแป้งน่ารักๆ

แต่ ... กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ทำไม่มีอะไรเอื้อต่อการเป็นสื่อสารมวลชนเลย นิเทศฯ มีสามกลุ่ม คือ โฆษณาที่ออกติสท์ๆ ประชาสัมพันธ์ที่ดูเป็นคุณหนู และวารสารที่เถื่อนๆ หน่อย ไม่ต้องบอกคงรู้ว่าผมอยู่วารสาร ก็มีฝึกงานบ้าง แต่อย่างอื่นเฉยๆ ไม่ค่อยเด่นเหมือนสมัยนี้

นิเทศฯสมัยนั้น ... บางคนเรียก เรียนเหมือนเป็ดง่อย ความรู้เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น การตลาดเบื้องต้น การเขียนเบื้องต้น ประวัติศาสตร์เบื้องต้น โฆษณาเบื้องต้น กฎหมายเบื้องต้น รัฐศาสตร์เบื้องต้น ฯลฯ ... เบื้องต้นทุกอย่าง เรียนทุกอย่าง แต่แค่เล่ม 1 จะไปทางไหนก็ไม่ได้

แต่ ... ผมว่ามันเป็นพื้นฐานที่ได้เอามาใช้ประโยชน์ได้มโหฬารถ้าใช้ให้ถูก ผมจึงไม่เคยเสียใจที่เลือกนิเทศฯ ถึงแม้ใครจะว่าบินไม่ได้ ว่ายน้ำไม้ได้ แต่ทำให้ผมเข้าใจแต่ละเรื่องง่ายขึ้น สื่อสารกับคนได้ เขาบอกคนทำกิจกรรมจะไม่เด่นเรื่องเรียน แต่ของผมพอจะกล้อมแกล้มไปด้วยกันได้ จบมา 3.5 ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 แรงฮึดที่อยู่ในใจลึกๆ มาตลอดว่าต้องเอาจริง ประคองตัวไม่ยอมให้ผีเข้า เพราะรู้ว่าจบปริญญาตรีก็ต้องหางานทำ ซึ่งตอนนั้นผมคิดเองอีกแล้วว่า ถ้าไม่มีงานทำ ชีวิตจบสิ้นแน่ เรื่องปริญญาโทไม่ต้องพูดถึง

วันที่รู้ว่า ... ได้เกียรตินิยมก็บอกแม่ อยากให้เขาดีใจ เพราะกว่าจะส่งให้เรียนจบ แม่ลำบากมาก ถึงผมจะได้ทุนบ้าง แต่เงินก็ไม่เยอะ จำได้ว่า เอาเงินไปเป็นทุนรับขนมชิ้นละบาทแบกขึ้นรถเมล์มาช่วยแม่ขาย เข้าใจว่า ช่วงนั้นอำนาจฝ่ายดีครอบงำเต็มที่ และคงทำให้แม่ซาบซึ้งใจกับผมที่สุด ที่ผ่านมาแม่ไปไหนไม่เคยอวดใครเรื่องลูกได้ เพราะเกเร จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะไปทางไหน เคยมีญาติเปรยๆ ว่าผมคงเอาดีไม่ได้ ไม่เหมือนลูกหลานคนอื่นๆ ชีวิตผ่านอะไรหลายอย่างเหลือเกิน ไม่น่าจะกลับมาดีได้ ไม่มีเค้าของเด็กมีอนาคตเลย การจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 คงพอจะทำให้แม่คุยกับใครเขาได้บ้าง เป็นการชดเชย

วันที่ผมรับปริญญา ... แม่ดีใจแค่ไหนไม่รู้ แต่ถ่ายรูปกันหน้าร้าน เลยละ ญาติๆ ก็แห่กันไปให้กำลังใจเพียบ ถึงแม้จะไกลถึงรังสิตก็ตาม เพราะผมเป็นลูกคนแรกที่รับปริญญา ตัวบัณฑิตเองถึงถ่ายรูปออกมาแล้ว หน้าหงิกทุกรูป เพราะแดดร้อน รับดอกไม้จากรุ่นน้องจนเมื่อยแขน แต่ ข้างในมันสุขนะ ชีวิตผมไม่เคยมีทางลัด ทุกอย่างมาจากการลงมือทำทั้งนั้น บอกได้เลยว่าเกียรตินิยมก็ได้มาจากการอ่าน เพราะผมอ่านก่อนสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย เด็กคนอื่นอ่านการ์ตูน ผมก็อ่าน แต่ไม่ค่อยชอบ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์มากกว่า ไม่รู้ว่าคนอื่นอ่านกันแค่ไหน แต่ผมอ่านเยอะ ซึ่งมันคงเป็นข้อมูลความรู้แบบสะสมให้ผมมาเป็นนักข่าว ใครที่เริ่มอ่านวันนี้ก็ต้องช้ากว่าผมหรือช้ากว่าคนที่อ่านมา 5 ปีแน่นอน

อีกอย่างที่ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองคือ ... คนเราเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้ามีความพยายามเสียอย่าง ไม่ว่าอะไรก็ทำได้ เรื่องนี้ผมพิสูจน์แล้ว ถ้าใครขึ้นไปตึกกิจกรรมของนิเทศฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วันนี้ก็ยังมีชื่อ นกน้อยสรยุทธที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งติดอยู่

ผมยังคิดว่า .....
บางทีอนาคตหรือความฝันที่ใฝ่หาอาจขึ้นอยู่กับว่า ...
คนคนนั้นค้นหาตัวเองเจอหรือไม่ ผมโชคดีที่ลุยไปกับมัน
โดยไม่ต้องเสียเวลาหยุดรอหรือมองหาพรสวรรค์
----------------------------------------------------------------------------------------------


เด็กใหม่

ชีวิตผมนี่ต้องบอกว่า ... อาศัยจังหวะพาไปอยู่หลายช่วง ผมเคยฝึกงานที่มติชนตอนปี 3 แต่ฝึกไม่ครบสูตรก็เลิกเสียเองกลางคัน ฝึกอีกครั้งตอนปี 4 ตามวิชาบังคับ ทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงเลย แต่อุตส่าห์เลือกเดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทย ชอบที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย และ รู้สึกว่าดูดีมีระดับ ฝึกงานรุ่นนั้น ได้ฉายาว่าหน่วยกล้าตาย ต้องใช้คำนี้ เพราะก่อนหน้านั้น ทางเนชั่นเขียนจดหมายมาต่อว่าต่อขาน เรื่องที่รุ่นพี่เคยไปทำตัวเป็นนกน้อยไม่น่ารักเอาไว้ อาจารย์เลยขออาสาสมัคร เพื่อเป็นกาวใจไปสมานความสัมพันธ์กันใหม่ ซึ่งได้แก่ ... ผม และ ก่อเขตต์ จันทเลิศลักษณ์

เข้าไปวันแรก ... เจอคุณเทพชัย หย่อง ซึ่งตอนนั้นเป็นบรรณาธิการ เขาบรรยายเรื่องการทำงานของนักข่าวให้ฟังว่า .. คุณต้องฝึกอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำข่าวตามกระแส แบบนั้นไม่ได้ประโยชน์ เช่น จะทำเรื่องข้าว คุณก็ต้องหาข้อมูลเรื่องข้าวให้แตกฉาน ฯลฯ

แต่ขอโทษ ...
ฝึกงานแค่หนึ่งเดือน ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก มันสั้นเกินไป

พอเรียนจบ ... ผมเขียนใบสมัครทิ้งไว้ที่เนชั่นตามธรรมเนียม แล้วออกเที่ยวจนสะใจ จากนั้นถึงเริ่มซื้อหนังสือสมัครงาน ส่งใบสมัครไปหลายที่ ไม่ต่ำกว่า 40-50 ชุด เป้าหมายไม่เกี่ยง งานอะไรก็ได้ที่วุฒิเราเข้าสเป็ค แต่เชื่อไหม ไม่มีที่ไหนเรียกเลย จนซักท้อ ขนาดได้เกียรตินิยมยังไม่มีใครสนใจ

วันหนึ่ง ... ก่อเขตต์ ซึ่งได้งานเป็นช่างภาพอยู่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง โทรมาบอกว่าเนชั่นเรียกตัวให้ไปทำงาน จำได้ว่าโล่งใจมาก ไม่ตกงานแล้ว ไปเริ่มงาน วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 วันฉัตรมงคล ถือว่าเป็นสิริมงคลกับตัวเองด้วย ได้เงินเดือน 4,000 บาท ค่ารถเบิกตามจริง ซึ่งถือว่าเยอะแล้วสำหรับผม ทำงานได้ไม่กี่วัน แปซิฟิคก็เรียกให้ไปสัมภาษณ์ หลังจากให้ลองพูดหน้ากล้อง แล้วอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล เริ่มสัมภาษณ์ อาจารย์ไม่พูดอะไรมาก ไม่บอกว่าพูดไม่ได้เรื่องหรือหน้าตาไม่ขึ้นกล้อง แค่บอกว่า คุณมาเป็นช่างภาพเถอะ ผมบอกว่าถ่ายไม่เป็น แต่อาจารย์บอกว่า ถ้ามีพื้นฐานเรื่องถ่ายภาพนิ่งอยู่บ้าง การถ่ายวิดีโอไม่ยากหรอก แล้วค่อยพัฒนาเป็นผู้สื่อข่าวทีหลัง ใจหนึ่งภูมิใจว่าอย่างน้อยเราก็มีความรู้ความสามารถ แปซิฟิคซึ่งดังมากในยุคนั้น จึงสนใจ นักข่าวดังๆ อยู่นั่นเต็มเลย แต่อีกใจอยากเริ่มกับเนชั่น เพราะคุ้นเคยมากกว่า ในที่สุดตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยตามเลย ทำที่เนชั่นต่อไป

งานแรก ... ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวเลือกตั้งปี 2531 ตอนนั้น พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภา มีเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งคือ พรรคประชาธิปัตย์แตก เกิดพรรคประชาชนแตกหน่อออกมา คุณเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ เป็นหัวหน้าพรรค

เขาบอกให้ไปเฝ้า .....
ผมก็ไปนั่งๆนอนๆ เฝ้าที่พรรคประชาชนทั้งวัน นั่นคือการสอนบทเรียนแรก


คำสั่งมีแค่ ไปเฝ้า ... จากนั้นเราต้องคิดต่อเองว่าจะทำอะไร ซึ่งตอนนั้นผมใหม่มาก ยังคิดไม่เป็นว่าควรทำอะไรบ้าง เห็นนักข่าวแต่ละคนเก๋าๆ ทั้งนั้น คุยกับนักการเมืองเหมือนเป็นเพื่อน เสร็จแล้วก็กลับ ไม่เห็นต้องนั่งเฝ้านอนเฝ้าเหมือนเราเลย เขาได้ข่าวอะไรไปวะ เริ่มสั่น จะตกข่าวไหมนี่ แล้วยังกลัวถูกหลอก ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เขาพูดกับเราจริงหรือเปล่า จะเชื่อดีไหม สับสนมาก ไปเฝ้านานสองอาทิตย์ ทุกเย็นต้องกลับเข้าออฟฟิศ เพื่อส่งข่าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีข่าวกลับไปหรอก

แล้ววันดีคืนดี ... พรรคประชาชนก็เดินสายลงปักษ์ใต้ แน่นอน ผมถูกสั่งให้ ตาม ไปด้วย เก็บกระเป๋าเหมือนจะย้ายบ้าน คนอื่นถือเป้ใบเดียวของผมสองใบ ในนั้นมีหนังสือข้อมูลสถานที่ เครื่องพิมพ์ดีด กระดาษ วิทยุวอล์คแมน เทปเพลงก็เอาไป กลัวเหงา หิ้วพะรุงพะรังเหมือนคนบ้า คนที่เนชั่นยุคนั้น จะรู้ว่าสรยุทธขึ้นชื่อเรื่องกระเป๋า เพื่อนแซว นี่มึงจะไปไหน ไปทำข่าวเป็นปีเลยเหรอ แต่ผมไม่สนใจ

คำว่า ตาม ของผมคือ .....
เขาอยู่ที่ไหน ผมอยู่ที่นั่น ไปไหนไปด้วย จนแน่ใจว่า เขาเข้าห้องนอน
ผมถึงนอนบ้าง ไม่ได้ข่าวอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนเดิม ส่งข่าวก็ไม่เป็น

วิธีส่งข่าวของผมคือ ... เวลาเขาพูดปราศรัยก็จด อะไรก็สำคัญไปหมด ทีนี้สำเนียงภาษาภาคใต้ตอนบนยังไม่เท่าไหร่ พอลงลึกหน่อยเริ่มฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็พยายามจด พอถึงเวลาส่งข่าว ออฟฟิศมีเงินสำรองจ่ายน้อย จึงต้องใช้วิธีโทรเข้าออฟฟิศ แล้วให้เขาโทรกลับ จะคุยนานแค่ไหนผมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าโทรศัพท์ แต่คนที่กังวลคือคนรับข่าว เพราะผมเล่าไปเรื่อย ได้ยินเสียงคนทางโน้นพิมพ์ต๊อกแต๊กๆ ดึงกระดาษปื้ดๆ หลายแผ่น จนเขาทนไม่ไหว บอกพอเถอะ ตั้งแต่รับข่าวมา ไม่เคยมีใครส่งเยอะอย่างนี้เลย แล้วที่ส่งไปทั้งหมดนั้นไม่ได้ลงเลยสักคำ

ภารกิจต่อมา ... ผมต้องไปอีสานทำข่าว คุณวีระ มุสิกพงศ์ ถูกจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อคราวปราศรัยที่บุรีรัมย์ให้ คุณพรเทพ เตชะไพบูลย์ ตำรวจจับ แล้วนำไปขังที่เรือนจำบุรีรัมย์ เห็นว่าจะปล่อยตัวคืนนั้น เพราะได้รับอภัยโทษ เราต้องไปถ่ายรูปให้ทัน ช่างภาพขับรถไปเอง ขับเร็วโคตร ผมนั่งตัวแข็งกลัวตาย ถนนต่างจังหวัดน่ากลัว จะมีมอเตอร์ไซคล์ มีเกวียน วิ่งมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ก็อุตส่าห์ไปจนทัน ได้รับคำสั่งว่า ทำข่าวคุณวีระเสร็จแล้ว ให้อยู่ทำข่าวเลือกตั้งต่อเลย เออแนะ คิดดูสิ เราอุตส่าห์ไปปูทางไว้ที่ภาคใต้ พอเลือกตั้งจริงๆ กลับได้อยู่อีสาน เป็นเลือกตั้งครั้งแรกของผม แต่ได้ทำสองภาค

คราวนั้น ... ได้รู้จักกับ คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ซึ่งลงเลือกตั้งครั้งแรก สังกัดพรรคปวงชนชาวไทย มี พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นหัวหน้าพรรค แล้วก็บูมนะ คุณสุวัจน์เป็นคนใหม่ พรรคใหม่ แต่แข่งกับน้าชาติ ซึ่งถือว่าแข็งมากสำหรับโคราช เดี๋ยวนี้เวลาเจอคุณสุวัจน์จะบอกว่าเรารุ่นเดียวกัน เขาเป็นนักการเมืองใหม่ ผมนักข่าวใหม่

ผมตระเวนทั่วอีสาน ... จนถึงช่วงเลือกตั้ง ชีวิตอยู่แต่หน้าเวทีปราศรัย คุยกับหัวคะแนน ได้เห็นว่า ส.ส.อีสานมีวิธีหาเสียงอีกแบบ ที่ถึงลูกถึงคน เอ่ยชื่อคงไม่หมด เช่น คุณประจวบ ไชยสาส์น ขี่ควายล้มป้าบกลางทุ่ง เป็นต้น

อีสานต่างกับปักษ์ใต้ ... ตรงที่อากาศร้อนและแล้งเหลือเกิน อาศัยว่า ผมเป็นคนอยู่ง่าย ที่ไหน อาหารอะไรขึ้นชื่อก็กินอย่างนั้นแหละ อะไรที่ต้องไปเสาะแสวงหาจะไม่สนใจ ลำบากอยู่เรื่องเดียวคือเช้าตื่นยาก แต่กลางคืนนอนไม่หลับ ช่างภาพหลับไปนานแล้ว เรายังตาสว่าง ลุกขึ้นมาหาโรตีกับโอวัลตินกินให้อิ่มถึงจะหลับสบาย

ผลการเลือกตั้ง ... ทั่วประเทศคราวนั้น พรรคชาติไทยมาเป็นที่ 1 แต่ที่โคราชคุณสุวัจน์ได้ที่ 1 ชนะ พลเอก ชาติชาย ซึ่งได้ที่ 2 .. หลังเลือกตั้งผมกลับเข้ามากรุงเทพฯ ดูข่าวทีวีเห็นพลเอก เปรม ประกาศว่าพอแล้ว หลังจากครองตำแหน่งอยู่ 8 ปี แล้วก็จับมือ พลเอก ชาติชาย ซึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งเป็นคนแรก

จบเลือกตั้งคราวนั้น ...
ก็ถือว่าผมจบวิชาการเมืองภาคปฏิบัติเบื้องต้น และยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดศักราชการเป็นนักข่าวของผมด้วยว่า เป็นยุคที่นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ... เอ่อ ไม่นับตอน รสช.นะ


ชีวิตนักข่าวใหม่ ... ที่ไม่ประสีประสาอะไร แต่ต้องคิดเองทำเองในหลายๆ เรื่อง ทำให้แค่เริ่มต้น แม่ก็ถามแล้วว่า ทำงานอะไรถึงบ้าเลือดอย่างนี้ แต่ผมไม่เคยบ่น ไม่นึกอยากเปลี่ยนงาน กลัวตกงานมาก ยึดคติที่จำมาจากไหนไม่รู้ คนมีเกียรติคือคนที่มีงานทำ

ฉะนั้น ...
ถ้าจะรักษาเกียรติที่ว่าเอาไว้ จึงต้องมีลูกอึด ..!!

----------------------------------------------------------------------------------------------



น้ำตาเด็กใหม่

ถ้าถามคนทำงาน ... ไม่ว่าจะวงการใด เชื่อว่าต้องมีเรื่องเล่าทำนองตื่นเต้นสะเทือนใจต่างๆ กันไป จะมากน้อยขึ้นอยู่กับอายุงาน .. เรื่องประทับใจของผมอยู่ในช่วงเข้าวงการใหม่ๆ ต้องออกสนามทำข่าวแล้วรายงานเข้ามาที่กองบรรณาธิการ

ตอนนั้น ... ภาคใต้ตอนล่างมีเรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา ผู้ก่อการร้ายของมาเลเซียกับขบวนการโจรก่อการร้าย ที่เป็นโจรฝั่งบ้านเรา เรื่องมันยุ่งเพราะไทยสงสัยว่า ขบวนการโจรก่อการร้ายมีมาเลเซียหนุน ฝ่ายมาเลเซียก็สงสัยว่าไทยหนุนโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา แล้วก็เกิดเหตุการณ์เผาโรงเรียน 11 แห่ง ครูถูกคุกคามด้วย น่ากลัวพอสมควร คุณเทพชัยบอกให้ผมลงใต้ แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ให้ไปทัวร์ ..

ผมก็ยังถาม ... ไปทำอะไรครับ
คุณเทพชัยก็ใจเย็น ... คุณไปห้องสมุดนะ หาหนังสือมาอ่าน ตามข่าวดู แล้วเขียนส่งมา
ผมถามอีก ... เขียนอะไรครับ

ทำเป็นซื่อถามไปอย่างนั้นแหละ ในใจคิดว่าไปทำไม
น่ากลัวจะตาย ครูยังอันตราย นักข่าวจะเหลือเหรอ แต่คุณเทพชัยไม่ตลกด้วย

นอกจากข่าว ... ที่ดูน่ากลัวแล้ว ผมยังกังวลเรื่องภาษา รู้มาว่า คนที่นั่น พูดภาษายาวี พูดภาษาไทยน้อยมาก จะคุยกันรู้เรื่องไหม จัดแจงหาหนังสือมาอ่าน เพราะนอกจากเรื่องโจรสองกลุ่มแล้ว คุณเทพชัยยังสั่งให้ทำเรื่องอื่นประกอบข่าวมาด้วย ไล่ไปตั้งแต่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา มีประชากรเท่าไหร่ ปลูกอะไร สภาพบ้านเมือง ... ฯลฯ

ผมเลยหอบหนังสือ ... ใส่กระเป๋าขึ้นรถทัวร์ ฮู้ยพะรุงพะรัง ดีว่าตัดใจไม่เอาพิมพ์ดีดไปด้วย ใช้เขียนด้วยลายมือแล้วส่งแฟ็กซ์เอา คิดว่าคนรับข่าว น่าจะพออ่านไหว .. เคยดูหนังเรื่อง โอเคเบตง ไหม คล้ายๆ อย่างนั้น ผมนั่งรถทัวร์ไปลงหาดใหญ่ แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปยะลา แท็กซี่ที่นั่นเหมือนในหนังเลย เป็นรถเบนซ์เก่าๆ ที่ต้องนั่งเบียดกันไปแนบแน่นทั้งคนทั้งของ มองคนนั่งข้างๆ ซ้ายก็น่ากลัว ขวาก็น่ากลัว เป็นเพราะวาดภาพเรื่องน่ากลัวมาก่อนด้วย ทำไงดี เอาวะ หลับดีกว่า ไปตื่นอีกทีตอนได้กลิ่นยางพาราจากข้างทาง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร ใครรู้จักกลิ่นคงรู้ว่ามันเหม็นฉุนสุดๆ คิดว่าเดี๋ยวถึงโรงแรมก็หายเหม็น ที่ไหนได้ ข้างในโรงแรม
มีโรงอบยางอยู่ด้วย สุดยอดจริงๆ

เช็คอินเอาสัมภาระขึ้นไปเก็บ ...
แล้วเดินต๊อกแต๊กออกไปหาข้าวกิน มองไปทางไหนเห็นมีแต่มุสลิมทั้งนั้น
ซึ่งความจริงเขาไม่สนใจหรอกว่า จะมีตี๋อวบๆ อย่างผมหรือใครไปเดินแถวนั้น
เขาก็ทำมาหากินของเขาไป แต่เราดันกลัวขึ้นสมองไปเอง


เห็นร้านข้าวมันไก่ของอาโกคนหนึ่ง ... รีบพุ่งเข้าไปนั่ง เจอของกินที่คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างนี้ค่อยอุ่นใจขึ้นหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมกินไม่ลง นั่งละเลียดไปอย่างนั้นเอง พยายามคิดว่าจะเริ่มไปไหน ทำอะไรดี จนหมดน้ำอัดลมไปหลายขวด เห็นสมควรแก่เวลาก็เดินหงอยๆ กลับโรงแรม ฝนดันตกอีก มืดก็มืด เงียบก็เงียบ ทีวีก็ไม่มี เหลียวซ้ายแลขวา แล้วน้ำตาก็ร่วง กูมาทำอะไรที่นี่วะ มืดแปดด้านไปหมด คิดว่าขืนอยู่ในห้องต่อไม่ไหวแน่ เลยเดินออกมาที่เคาน์เตอร์โรงแรม กะจะไปนั่งดูทีวี บังเอิญเจอวัยรุ่นที่เป็นมุสลิมคนหนึ่ง แต่งตัวทันสมัยเชียว คุยกันไปคุยกันมาถูกคอ เขาเป็นเหมือนคนที่ช่วยทุบกำแพงแห่งความเข้าใจผิดทั้งปวง อุตส่าห์พาซ้อนมอเตอร์ไซคล์เข้าไปในหมู่บ้าน ไป ชมเมือง ชมตลาด ในยามค่ำคืน ซึ่งไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ความรู้สึกกลับตาลปัตรเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ความกลัวไม่รู้หายไปไหนหมด

รุ่งขึ้นผมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ .....
เริ่มทำงานได้ เจอใครก็คุยไปทั่ว ไปดูซากโรงเรียน คุยกับครู ถามเด็ก ถามชาวบ้าน ส่งภาพมาเป็นรายงานพิเศษ และไหนๆ มาแล้วก็ถือโอกาสไปดูเรื่องอื่นๆ ด้วยจิปาถะ ไปโรงพยาบาล จีบนางพยาบาลอีกต่างหาก ความซ่าเริ่มกลับมา ได้บทเรียนไว้สอนตัวเองว่า อย่ากลัวไปก่อน


จาก ... เรื่องขบวนการโจรก่อการร้าย ก็ถึงคิว โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา ผมไปทำข่าวช่วงก่อนที่จิน เป็ง หรือ เฉินผิง ผู้นำของโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา เจ้าของตำนานกบฏมาเลเซียจะเซ็นสัญญาสงบศึก โดยไทยจะส่ง พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ในแง่ของการทำงาน ... ข่าวนี้มีสีสันมาก เพราะคู่แข่งอยู่หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอีกฉบับ ความจริงเขาเป็นรุ่นพี่ที่ผมนับถือมากคนหนึ่ง ทำข่าวมาก่อนผมเป็นสิบปี ต้องมาสู้กันเรื่องนี้ ผมถือว่าเป็นเกียรติ แต่ความเก๋าของเขามีแค่ไหน ก็ลองคิดดูว่าเขาสามารถเข้าไปถึงกองทัพภาคที่ 4 แล้ว เรียกท่านแม่ทัพว่าพี่ คือนับญาติกันแล้ว ส่วนผมแค่จะเข้าพบยังไม่มีทาง ได้แต่อยู่รอบนอก ไม่มีทางรู้เลยว่า เขาเจรจาอะไรกัน จนกระทั่งวันหนึ่งได้รู้จักกับทหารคนสนิทของแม่ทัพ คิดในใจว่าเป็นตายอย่างไรก็จะไม่ปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด ไปใช้ชีวิตร่วมกับเขาเลย ไปไหนไปด้วย ออดอ้อน อ่อนหวาน พี่บอกหน่อยสิ ไม่สงสารน้องเหรอ น้องสู้เขาไม่ได้นะ ... ฯลฯ

ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ... แต่ต้องไปอยู่ในวงเหล้าทุกคืน เพื่อให้การคุยถึงรสถึงชาติ ถ้าเรานั่งเฉยๆ เขาอาจจะไม่พูดไม่คุย ฉะนั้นพี่เมา น้องเมาด้วย ทำทุกวิถีทาง ซื้อหนังสือพิมพ์ของมาเลย์มาแล้ว จ้างคนแปล ว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง บวกกับสัมภาษณ์พิเศษคนโน้นคนนี้ จนได้เจอคนสนิทของจิน เป็ง ที่พี่ทหารพาไปเจอในป่า

ตอนหลัง ... ผมรู้สึกว่าได้ข่าวมากกว่า ความรู้สึกส่วนตัวเหมือนเราชนะ ในแง่ที่ว่าเป็นเด็กแล้วเข้าไปหาข่าววงในแบบนี้ได้ เขาเจรจากันช่วงไหน อย่างไร รูปตอนที่อยู่ในป่า ตอนไปเจรจาที่ปักกิ่ง มีหมด ทั้งที่แม่ทัพไม่รู้จักเราเลย งานนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่ภูมิใจ เพราะวันที่ จิน เป็ง เซ็นสัญญาสงบศึกถือเป็นข่าวประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเลยทีเดียว

ช่วงนั้น ... ชีวิตผมขึ้นล่องอยู่แถวภาคใต้ตอนล่างประหนึ่งเป็นบ้านที่สอง ครั้งหนึ่งขากลับ ผมนั่งแท็กซี่จากยะลามาหาดใหญ่เพื่อขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ฝนตกหนักมาก แต่เราขึ้นรถได้แล้วก็ไม่คิดอะไร นอกจากว่า โอ้โฮทำไมน้ำเต็มสองข้างทางเลยวะ ไหลแรงด้วย ไม่รู้ว่าน้ำป่ากำลังมา จนกลับมาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ทุกคนถามคือ กลับมาทำไมเขาพยายามติดต่อให้อยู่ทำข่าว เพราะหลังจากที่ผมออกมาได้แป๊บเดียว ถนนก็ขาด รถเข้า-ออกไม่ได้ รถไฟก็วิ่งไม่ได้

ภาคใต้กับผมนี่ ... ท่าจะชะตาต้องกัน เพราะผมต้องกลับไปทำข่าวเรื่องน้ำท่วมใหญ่อีกหลายครั้ง ไม่ได้ท่วมธรรมดา แต่มีซุงไหลลงมาเต็มไปหมด จนตอนหลังเกิดนโยบายปิดป่าไง ไปนครศรีธรรมราชกับช่างภาพสองคน ขับรถไป วิทยุในรถเสีย สองข้างทางมืดตึ๊ดตื๋อ เพื่อไม่ให้คิดมาก หลับดีกว่า .. ตอนเช้ากินขนมจีนเสร็จ ก็ขับรถเข้าไปถามผู้เห็นเหตุการณ์ สภาพความเสียหายเป็นอย่างไร ความช่วยเหลือไปถึงไหน ฯลฯ .. ตอนนั้น ลานสกา พรหมคีรี กระทูน ฉวาง พิปูน อาการหนักสุด ตระเวนที่โน่นที่นี่ จนเย็นถึงจะกลับมากินโรตีแล้วนอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน

ตอนนั้น ... น้ำก็ยังไม่ลด ต้องลุยน้ำเข้าไปทำข่าว ตอนแรกคิดว่า ทำไมชีวิตเราลำบากลำบนอย่างนี้ แต่เมื่อคิดว่า พื้นทรายโล่งๆ ที่เรายืนอยู่ เคยเป็นหมู่บ้านที่ถูกน้ำพัดหายไปหมด บางหลังยังอยู่ แต่เห็นแค่หลังคาโผล่มานิดเดียวทั้งที่เป็นบ้านสองชั้น มองทางไหนเห็นแต่ความทุกข์ ความย่อยยับอับปาง ความลำบากของเราจึงเทียบกันไม่ได้เลย .. อีกครั้งหนึ่งผมรับมอบหมายให้พานักข่าวฝรั่งสวยมาก สวยแบบไทยๆ ชื่อแอน-ดนัยยา อัทเชอร์ ไปนครศรีธรรมราช เขาให้ผมประกบไปด้วย เพราะเคยไปแล้ว แต่พอจะถึงปีใหม่แอนต้องกลับ ส่วนสรยุทธต้องอยู่ต่อ เพราะได้รับคำสั่งให้ทำข่าวปีใหม่ ผมก็อ้าวเฮ้ย ทำไมล่ะเซ็งสุดๆ แต่ต้องฝืนเข้าไปถามชาวบ้านว่าปีใหม่ ปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปีนี้ ทุกข์ยากขนาดไหน ความหวังปีใหม่ปีนี้คืออะไร เพราะปีนั้น เห็นแต่คนเข้าทรงตามหาศพ เย็นนั้นผมคงส่งข่าวด้วยอาการหดหู่เอามากๆ รุ่งขึ้น เนชั่นพาดหัวทำนอง ไม่มีความสุขปีใหม่ที่กระทูน ผมเห็นพาดหัวแล้ว เออ จริงตูด้วย

เย็นนั้น ... ไม่รู้จะทำอะไร จะไปไหนก็ไม่รู้จักใคร โทรหาแม่ แล้วซื้อเค้กชิ้นเล็กๆ เข้าไปเล่นแฮ็ปปี้นิวเยียร์กับตัวเองในห้องนอน เหงามาก กลับบ้านก็ไม่ได้ เพราะไม่มีรถ เกือบๆ จะน้ำตาร่วงอีกหน ...

เป็นความทรงจำที่ลืมได้ยากจริงๆ ..!!
----------------------------------------------------------------------------------------------



กระทบไหล่นายกฯ

พื้นนิสัย .....
หรือ ที่ชาวบ้านเรียกสันดาน ของผมนั้น
พอจะให้คำจำกัดความได้ว่า กวน .. ไม่เว้นแม้กับนายนกรัฐมนตรี


นักข่าวบางคน ... จะมีสไตล์หรือเอกลักษณ์ที่คนอื่นจำได้ ของผมจะเป็นการยิงคำถามที่ค่อนข้างหวือหวา แรง จนบางทีรู้สึกผิด ความจริงถามได้ แต่ไม่ควรใช้คำรุนแรง ถามหาเรื่อง หรือถามเรื่องที่เซ้นสิทิฟเกินไป อย่างสมัยของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ผมเคยทำเรื่องที่ยังรู้สึกผิดในใจจนเดี๋ยวนี้ .. ผมเจอน้าชาติสองปีกว่า เจอโฆษกรัฐบาลสองคน คุณสุวิทย์ ยอดมณี กับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล น้าชาติมีวลีประจำตัวว่า โนพร็อมเบล็ม .. ไม่มีปัญหา ทุกครั้งที่ท่านพูดอย่างนี้ นักข่าวชื่อสรยุทธจะต้องมีปัญหาถามกลับไปเสมอ

ช่วงก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ... วันนั้นผมถามน้าชาติว่า ผู้นำเหล่าทัพไม่มากินข้าวเช้า แปลว่าอะไร เพราะปกติผู้นำเหล่าทัพจะมาทานข้าวเช้าบ้านท่าน จำได้ว่าจากที่ยิ้มๆ อยู่ น้าชาติเครียดทันที ทั้งที่ปกติอารมณ์ดี แต่วันนั้นบอกว่า คนอย่างคุณนี่แหละ ทำให้กรุงศรีอยุธยาแตก พูดเสร็จก็เดินหนี เพื่อนๆ บอก สรยุทธเปิดคำถามวงแตก ถึงจะรู้สึกผิดนิดๆ แต่ก็ยังเอากลับมายอกย้อน ตามประสาคนชอบเถียงผ่านทางบทความว่า น้าชาติคงจำประวัติศาสตร์ผิด ที่กรุงศรีฯ แตกไม่ใช่เพราะมีใครทำให้เกิดความสับสน แต่เป็นเพราะผู้นำมีปัญหาต่างหาก

ไม่นานก็มีการปฏิวัติจริงๆ ... โดยคณะ รสช. 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 .. วันนั้นผมอยู่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ที่ดอนเมือง ไปทำข่าวน้าชาติพา พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ขึ้นเครื่องไปเข้าเฝ้าฯ เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ข่าววงในบอกว่า พลเอก อาทิตย์ เตือนไม่ให้ไป แต่น้าชาติบอกไม่ต้องกลัว เครื่องยังไม่ทันออกก็โดนปฏิวัติ ผมเองยังไม่เชื่อเลย เพราะไม่มีประสบการณ์แบบนี้ ตกใจแทบแย่ ตอนนั้นกระแสเรื่องคอร์รัปชั่นแรงมาก จนกลายเป็นเหตุผลของการปฏิวัติที่มวลชนเห็นด้วย แต่ใจผมบอกว่า รัฐบาลจะดีหรือไม่ ประชาชนควรเป็นคนบอก ไม่ใช่กองทัพ

พอปฏิวัติสำเร็จ คณะ รสช.ที่ประกอบด้วย .....
- พลเอก สุนทร คงสมพงษ์
- พลเอก สุจินดา คราประยูร
- พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล

ต้องหานายกฯ ... ที่ประชาชนให้ความยอมรับขึ้นมาบริหารบ้านเมืองชั่วคราว และ มาลงตัวที่ คุณอานันท์ ปันยารชุนซึ่งรัฐบาลชุดนั้นได้ชื่อว่าเปี่ยมไปด้วยสาระมากๆ .. แต่คุณอานันท์กลับเป็นนายกฯ ที่ผมเข้าใกล้ได้มากที่สุด

เวลาจะถามอะไรก็ใช้ลูกอ้อน ... เรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมขอความรู้หน่อยครับ
แต่ไม่ค่อยสำเร็จ แถมโดนตั้งฉายาว่า ... จอมสับสน

เนื่องจาก ... คำถามยอดฮิตของผมในเวลาอยากรู้อะไรแล้ว ไม่ได้คำตอบ

จะบอกว่า ... ท่านต้องชี้แจงสิครับ ไม่อย่างนั้นประชาชนจะสับสน
เลยโดนสวนว่า ... มาอีกแล้ว จอมสับสน ใครสับสนกันแน่ ประชาชนหรือคุณ

แต่ ... ก็เห็นใจว่างานในยุคคุณอานันท์ค้อนข้างยุ่ง ไหนจะเตรียมเรื่องเลือกตั้ง ไหนยังจะต้องฮึ่มๆ กับทหารที่ว่ารัฐบาลนี้เหมือนหอยลืมเปลือก สั่งอะไรก็ไม่ได้ ขออะไรก็ไม่ให้ .. พอเลือกตั้งเรียบร้อย พลเอก สุจินดา ขึ้นเป็นนายกฯ อยู่ 48 วัน .. แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ผมไม่คาดคิดยิ่งกว่าตอนปฏิวัติเสียอีก คนรุ่นผมเคยได้ยินเรื่องราวสะเทือนใจจาก 14 ตุลาฯ มาบ้าง แต่ก็ได้แค่รับรู้ ไม่ได้มีส่วนร่วม .. เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมจึงน้ำตาร่วง ทำอะไรไม่ถูก ตอนเห็นภาพเขาตีชาวบ้าน แล้วยังมีการปล่อยข่าวว่าอย่าไปเชื่อข่าวลือ ไม่มีการทำร้ายกัน แต่เราเห็นความจริงอยู่เต็มตา รู้สึกว่าเนชั่นจะเป็นฉบับเดียวที่ลงรูปนั้นโดยไม่ดึงออก เลยมีข่าวว่าหนังสือพิมพ์จะถูกปิด แต่ผู้ใหญ่ไม่เข้าไปเซ็นรับคำสั่ง สถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด

ในที่สุด ... พลเอก สุจินดาต้องลาจากตำแหน่ง ปล่อยให้เป็นยุคของคุณอานันท์ 2 เลือกตั้งคราวนั้น ประชาธิปัตย์ทำคะแนนพลิกล็อกมาจากพลังธรรม เพราะชูประเด็นเรื่องยึดมั่นในระบบรัฐสภา คุณชวน หลีกภัย จึงขึ้นเป็นผู้นำ ฉายามีดโกนอาบน้ำผึ้ง คุณชวนเห็นผมมาตั้งแต่ทำข่าวใหม่ๆ มีอะไรก็เล่าให้ฟัง บอกให้รู้ว่า เรื่องนั้น เรื่องนี้ เป็นมาอย่างไร ผมจึงรู้สึกว่าได้รับความเอ็นดูมาตั้งแต่สมัยแรกๆ อาจเป็นเพราะผมถามแบบนักข่าวใหม่ที่อยากรู้อยากเห็นจริงๆ เหมือนนักเรียนถามครู เหมือนคนไม่รู้ถามผู้รู้ เรียกว่ามีความสัมพันธ์อันดีมาตลอด ช่วงหลังๆ บางทีมีข่าวออกไปผิดก็จะโทรมาบอกว่าเรื่องจริง เป็นอย่างนี้นะ

ผมไม่เคยสัมภาษณ์คุณชวน ... ตัวต่อตัวแบบทอล์คโชว์ เพราะมักจะมีเหตุให้คนอื่นสัมภาษณ์แทนเสมอ จนโดนนินทาว่าผมคงไม่กล้า หาว่าสนิทกัน แต่ในที่สุดผมก็ได้สัมภาษณ์ใน คม ชัด ลึก คุณชวนเป็นคนรักษาคำพูด เมื่อรับปากว่าจะมาก็มาจริงๆ แล้วผมก็โดนกระแนะกระแหนอีกกว่า ถามคนอื่นเอาเป็นเอาตาย ถามคุณชวนคงเบาล่ะสิ ยืนยันว่าก็ถามเหมือนกับที่ถามนายกฯ คนอื่นๆ บางคำถามก็แรงตามสไตล์ เพียงแต่วิธีตอบของคุณชวนไม่เหมือนใคร ไม่แสดงอารมณ์ แต่ต้องคิดตาม และบางครั้งก็ย้อนแบบแสบๆคันๆ เช่น

ผมถามว่า ... เมื่อไหร่คุณชวนจะวางมือ ให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาได้แล้ว
คุณชวนตอบยิ้มๆว่า ... ถึงจะมีคนผมดก คนหัวล้านก็ยังอยู่
คือกระทบว่า ... ถึงมีสรยุทธ มีใครต่อใคร สุทธิชัยก็ยังอยู่ ..!

วันนั้นผมสงสัยว่า ... ทำไมคุณชวนดูโทรมๆ อีกสองวันถัดมา พอเห็นข่าวเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ ถึงเข้าใจว่า คุณชวนมีความตั้งใจเคลียร์งานให้เสร็จ และ ให้เกียรตินักข่าวอย่างผม เป็นผู้ใหญ่ที่เสมอต้นเสมอปลายและมีเมตตาเสมอ

ตอนที่ออกจากเนชั่น .....
นักการเมืองคนแรกที่โทรมาหาผมด้วยความเป็นห่วง ก็คือคุณชวนนี่ละ

ยุคที่ คุณบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ .....
ผมมาทำรายการทีวีแล้ว มีเบื้องหลังอะไรก็คุยกัน เจอหน้าผมทีไร

จะบอก ... สรยุทธ ขอคุยหน่อยสิ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ๆ

ซึ่งผมภูมิใจนะ ... เวลาอารมณ์ดี คุณบรรหาร ชอบล้อ คม ชัด ลึก ไม่คมแล้วนะ แต่เวลาอยู่ในข่าวมักจะอารมณ์ไม่ดี ถามอะไรไม่ถูกใจ อารมณ์ก็ขึ้นง่าย ตอนหลังคุณบรรหารคงฝังใจเรื่องสื่อสร้างกระแสไม่เป็นธรรม ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะโดนเล่นงานเรื่องส่วนตัวเยอะจริงๆ แล้วตอนนั้นมนุษยสัมพันธ์ของผมก็ยังไม่ค่อยดี ออกไปทางขวางๆ ตึงตัง คุณบรรหารคงเจอคำถามกวนๆ จากผมเยอะ

เพราะเห็นเคยบอกว่า ... สมัยก่อนผมแปลกๆ

ถ้าพูดถึง ... พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว เรื่องส่วนตัวบอกได้เลยว่า น่ารักมาก จิ๋วหวานเจี๊ยบนี่ใช่เลย ผมสัมผัสมาแบบจั๋งหนับ โดยเฉพาะการเจรจาปราศรัย โครอยู่ใกล้แล้วไม่รักก็แปลก เจอผมทีไร บิ๊กจิ๋วจะยกไม้ยกมือเลียนแบบท่าทางเหมือนยอก ยุทธ มานั่งนี่ เป็นนายกฯ คนเดียวที่เรียกชื่อเล่นผม แต่ช่วงหลังผมวิเคราะห์ข่าวอะไรไม่รู้

บิ๊กจิ๋วโกรธเลยให้ สัมภาษณ์ด่าผม .....
อย่าไปฟังนักวิเคราะห์ข่าวตอนกลางคืนช่องหนึ่ง อย่างนั้นอย่างนี้
โธ่ไม่รักน้องยุทธเสียแล้ว

สำหรับยุคของนายกฯ ... ที่มากสีสันคัลเลอร์ฟูลที่สุดต้องยกให้ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชอบเล่าเรื่องให้ฟังเหมือน คุณชวน แล้วผมก็ชอบฟัง เลยถูกคอกันระดับหนึ่ง ทำเล่นไป ผมเคยกินราดหน้ากับ คุณทักษิณ สองต่อสองก่อนที่จะเป็นนายกฯด้วยนะ ตอนแรกผมคิดว่าเศรษฐีอย่างนั้นน่ะหรือ จะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ปรากฏว่าทางร้านก็คอนเฟิร์ม ว่าคุณทักษิณใช้ชีวิตอย่างนี้จริงๆ คุณทักษิณ อาจจะไม่เหมือนคุณชวนที่เห็นผมมาตั้งแต่แรก แต่ความสนิทน่าจะใกล้เคียงคิดเอาเอง เพราะผมเคย สามารถโทรเช็คข่าวจากมือถือได้เลย มาวงแตกตอนช่วงเลือกตั้ง ที่ผมสัมภาษณ์เรื่องซุกหุ้น เอาเทปมาดูยังคิดว่า ถ้าเป็นเราคงไม่ทน คุณทักษิณพยายามเปลี่ยนเรื่องไปแล้ว แต่ผมก็ยังกลับไปถามใหม่ จนคุณทักษิณโกรธหน้าแดง

บอกว่า ... ประชาชนไม่สนใจ คุณจะสนใจทำไม่

สัมภาษณ์เสร็จ ... ผมออกมาภูมิใจมาก สุดยอด แต่ทีมงานบอกว่าโคตรแรงเลย แต่ผมถือว่าทำตามหน้าที่ และถือว่าครั้งนั้นเป็นการสัมภาษณ์ที่ดี เพราะสะท้อนความเป็นนายกฯ ทักษิณออกมาได้ ผมว่าลักษณะนั้นคือความจริงใจที่แสดงความเป็นตัวตนของคนอีกแบบหนึ่ง .. หลังจากวันนั้นผมยังสามารถติดต่อสอบถามข่าวได้ ยังถือว่าคุยถูกคอ จนกระทั่งคุณทักษิณเป็นนายกฯ ขีดความซ่าของผมก็ต้องหยุดอยู่ประมาณนั้น

ภูมิใจได้อย่างหนึ่งว่า ... คนระดับผู้นำประเทศคงจะเข้าใจว่า เราทำตามหน้าที่ ถ้าจะมองว่ามีอคติก็อาจจะเป็นสิ่งที่มองได้ แต่ผมเชื่อว่าในการทำงาน ทุกคนมีเจตนาดีทั้งนั้น และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนจะเข้าใจ เมื่อได้เจอ ท่าน เหล่านี้ ทุกๆท่าน ผมมักจะได้รับความกรุณาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอย่างสนิทสนมเสมอ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของแต่ละคน .. อย่างวันที่พบคุณอานันท์ครั้งล่าสุด ตอนนั้นผมออกจากเนชั่นแล้ว

คุณอานันท์ถามว่า ...
ย้ายวิกแล้วหรือสรยุทธ ย้ายแต่วิก อย่าย้ายอุดมการณ์นะ ...

ผมสัญญาครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------




เซียนวิเคราะห์??

ใน ... กระบวนงานทั้งหมดที่ทำมา ผมชอบตอนที่จัดรายการวิทยุที่สุด ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นงานที่แสดงความเป็นตัวเราสูงสุด ทำรายการ ที.วี. บางทีต้องมีฟอร์ม วางท่า วางหน้า หาที่วางมือ ทำหนังสือพิมพ์อาจจะอิสระมาก แต่บางทีสื่อความหมายได้ไม่ชัดเท่าวิทยุ เพราะอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้ ในขณะที่วิทยุทำได้ แล้วยังมีความเป็นกันเองกับคนฟังสูง เป็นธรรมชาติดี บางทีพูดไปหอบไปก็บอกผู้ฟัง .. ผมวิ่งมาครับ เหนื่อยครับ

หลายปี ... ที่ทำรายการวิทยุ ถือเป็นช่วงที่ผมได้เก็บประสบการณ์เรื่องสัมภาษณ์สดอย่างมโหฬาร คนที่จะทำได้ดีคือต้องรู้ข้อมูล ต้องทำการบ้าน ต้องอ่านหนังสือพิมพ์เยอะ เมื่อก่อนหนังสือพิมพ์จะหลากหลายกว่า ต่างกับเดี๋ยวนี้ ที่มักจะเสนอข่าวตรงกันเยอะ จึงไม่ต้องซื้อหลายฉบับ แต่ยุคนั้น บางฉบับมีข่าวเอ๊กซ์คลูซีฟ ถ้ากลางคืนเราพลาดก็ต้องหาฉบับเช้าให้ได้

ก่อนสัมภาษณ์ ... ผมต้องอ่านให้เข้าใจว่าเรื่องเป็นอย่างไร เวลาสัมภาษณ์ก็ถามตรงๆ เรียกว่าถามหาความรู้ แล้วพอรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ก็จะเปลี่ยนจากถามหาความรู้มาเป็นถามหาเรื่อง ตอนนั้นอย่างน้อยจะมีสัมภาษณ์ทุกเช้า คราวละประมาณ 2 คน มันสะเด็ด
เลยละ ..

ผมจะบอกทีมงานว่า ... วันนี้ทำเรื่องอะไร ถ้าไม่ได้ ให้ทำเรื่องนี้แทน ทีมงานก็เก่ง บางเรื่องยากมาก ประเภทตัวละครเป็นชาวบ้านธรรมดา .. นาย  .. นาย  .. ที่ไม่มีใครรู้จัก ผมเองก็ไม่รู้จะควานหาเบอร์เขาได้จากไหน แต่ทีมงานอุตส่าห์ไปหาตัวจนเจอ และที่สุดแล้ว ถ้าไม่ได้ใครมาสัมภาษณ์จริงๆ ผมก็จะเล่าข่าวเอง ซึ่งเท่าที่ทำมายังไม่เคยหมดเรื่องพูด บ้าน้ำลายจะตาย โรคจิตด้วย คิดว่าทำรายการวิทยุห้ามเงียบ บวกกับไม่ชอบให้เสียงเงียบ เลยต้องพูดลากให้ต่อเนื่อง ไม่ให้คนดูรู้สึกว่า เอมันหายไปไหน เลยยิ่งเหนื่อยขึ้นไปอีก .. ยิ่งแรกๆ ที่สไตล์ยังแข็งๆ จริงจัง ไม่มีเล่น จบรายการ น้ำลายเหนียวเลย วันไหนไม่ได้แขกต้องพูดคนเดียวชั่วโมงกว่า ยิ่งอาการหนัก

รายการวิทยุ ... อาจจะไม่เห็นผลชัดเจนอย่างรายการ ที.วี. แต่ก็ค่อยๆ สร้างชื่อให้ เริ่มจากวงแคบ ปากต่อปาก ตั้งแต่ .. คลื่น 97 เนชั่นนิวส์ทอล์ค .. 96 สายตรงจากห้องข่าว .. 89.5 พูดจาภาษาข่าว .. และ 90.5 เก็บตกจากเนชั่น .. มีคนพูดถึงลีลาดุดันกวนตีนของผมมากขึ้นเรื่อยๆ

พอทำรายการ ... ที.วี. ควบกับวิทยุก็เกิดปรากฏการณ์ประหลาด แฟนรายการเรียกผมว่า อาจารย์ ถึงผมจะบอกว่าไม่ได้สอนหนังสือที่ไหน ไม่ได้เป็นด็อกเตอร์ด้วย เรียกสรยุทธเฉยๆ เถอะครับ แต่เขาก็ยังเรียกกันอยู่นั่น .. เพราะช่วงนั้น เริ่มมีอาจารย์เข้ามาทำรายการคล้ายๆ อย่างนี้ ผมเลยพลอยได้รับเกียรติไปด้วย ถึงจะฟังแล้วจั๊กกะจี้ แต่ต้องปล่อยให้เลยตามเลย ถ้ามัวแต่ท้วงกันทุกประโยคคงกลายเป็นรายการประหลาด

ผมจึงได้เป็น อาจารย์สรยุทธ อยู่พักหนึ่ง

แฟนรายการ ... ที่ชื่นชมผมก็มี ที่ด่าก็มาก เวลาถูกด่าผมเฉยๆ ถ้าความเห็นแตกต่างกันผมชอบ เรื่องนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ไหม คุณเห็นว่าควรจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าบอกคุณสรยุทธรับเงินเขามาหรือเปล่า ก็ต้องเจอกันหน่อย หรือว่าสรยุทธอคติ ลำเอียง ไหนลำเอียงตรงไหน ก็ด่ากลับแบบสุภาพ แถมเหน็บแนมออกอากาศเลย โดยเฉพาะพวกที่ด่าแบบไร้เหตุผล หาว่าผมเป็นลูกน้องรัฐบาล บางทีก็บอกเป็นศัตรู เรื่องเดียวกัน บางคนฟังแล้วบอกว่าเชียร์ อีกคนบอกประชดหลอกด่า เอาใจไม่ถูก

พอเริ่มชำนาญ ... ผมก็รู้ว่า วิธีพูดให้เหมือนพูดจากหัวใจ ต้องเริ่มจากจับประเด็นให้เป็น จำโครงเรื่องให้ได้ ถ้าจำไม่ได้ โน้ตไว้แต่หัวข้อ ที่พะวงคือคำพูดคน ถ้าจะโคว้ตคำพูดใครต้องแม่นพอสมควร เพราะคำพูด มันตีความได้ .. ถ้าวิเคราะห์ตัวเอง ผมมีวิธีพูดโน้มน้าวให้คนคล้อยตาม .. เพราะฉะนั้น คนฟังอาจรู้สึกว่าแรง ทั้งที่หลายคนวิเคราะห์แรงกว่า แต่ไม่โน้มน้าว เลยกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีน้ำหนัก

เวลาวิเคราะห์เรื่องอะไร .. ผมจะหยิบเรื่องนั้นมานั่งมองว่า มีมุมไหนน่าสนใจบ้าง จากนั้นก็เล่าแบ๊คกราวนด์ที่มาที่ไป ว่าเรื่องนี้ คนนี้เป็นอย่างไร แล้วค่อยจับมาโยงกับข่าวที่เกิดขึ้น สูตรการวิเคราะห์มีหลายสูตร บางทีสรยุทธก็ปิดทุกประตู คือบอกทุกออปชั่นที่จะเกิด บางเรื่องอาจจะบอกสองมุม บางเรื่องมั่นใจมากก็ฟันธงลงไปเลย แต่ผมไม่ใช่ประเภทที่จะมานั่งฟันธงทุกวัน .. ซึ่งแฟนรายการผมเขาก็ไม่คาดหวังอยากได้บทสรุปว่า สรยุทธจะฟันธงเรื่องนี้อย่างไร และการวิเคราะห์ก็เป็นเพียงการแสดงความเห็น ถามว่าแล้วเขาดูสรยุทธทำไม เขาดูเพราะอยากรู้ข้อมูลหรือเนื้อหาตั้งแต่ต้น อยากรู้แบ๊คกราวนด์ และ อยากเข้าใจเหตุการณ์ปัจจุบันจากลีลาของผมเเท่านั้น

มีคนถามเยอะว่า ... เคยวิเคราะห์ผิดไหม ผิดประจำแหละ วิเคราะห์ผิดเป็นขนมไม่เห็นแปลก เวลาที่ฟันธงลงไปว่ามันจะเกิดอย่างนี้ๆ นะ แต่สุดท้ายถ้ามันไม่เกิด สมมติผมบอกว่านักการเมืองชื่อ นาย ก ไม่มีทาง จะไปพบนาย ข หรอก ยังไม่ทันขาดคำ เขาไปพบกันแล้ว แต่ผมก็ไม่ กลบเกลื่อน รุ่งขึ้นมาก็บอกว่าเมื่อวานพลาด พร้อมหาเหตุผลมาบอกว่า ทำไมรูปการณ์จึงออกมาแบบนั้น .. ผมถือหลักอย่างหนึ่งว่า ถ้าผิดต้องบอกว่าผิด เพราะถ้าผมเป็นคนดูจะรู้สึกว่า คนทำผิดแล้ว ยอมรับจึงถือว่าเจ๋ง คือคนจริง เพราะฉะนั้น เวลาที่ผิด ผมจะบอกว่า ผิดไปแล้วครับ ผิดจริงๆครับ หรือเวลา หนังสือพิมพ์ลงข่าวผิด ผมก็เป็นตัวตั้งตัวตีบอกให้เขาลงคำขอโทษไปเลย ไม่ต้องรอให้ใครบอก แต่มักจะเกิดแนวความคิดสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกเลยตามเลย กลัวเสียหน้า แต่ผมก็ยืนยันว่า ถ้าคุณบอกเขาตรงๆ ว่าคุณผิด เขากลับจะเชื่อถือ แถมนับถือคุณอีกด้วย

ตรงกันข้าม ...
ถ้าถือว่าข้าเจ๋ง ผิดแล้วไม่แก้ กลัวเสียฟอร์ม
นั่นละ ความน่าเชื่อถือจะไม่เหลือ


----------------------------------------------------------------------------------------------



สรยุทธ & สุทธิชัย

เคยได้ยินเรื่อง แพ้ทาง มาบ้าง
แต่เพิ่งเข้าใจตอนที่เจอ คุณสุทธิชัย หยุ่น นี่ละ

แรกๆ ... ที่เป็นนักข่าวเนชั่น ไม่เคยสัมผัสกับคุณสุทธิชัยเลย ส่วนมากจะคุ้นเคยอยู่กับคุณเทพชัย หย่อง ที่ผมถือเป็นครูคนแรก นับตั้งแต่ฝึกงานเป็นคนคะยั้นคะยอให้ผมเรียนภาษาอังกฤษ ให้ทำโน่นทำนี่ แต่กับคุณสุทธิชัยถือว่าห่างมาก จนวันหนึ่งเมื่อเนชั่นทำวิทยุถึงได้เจอกัน ความรู้สึกคือกลัวบวกเกรง และยังรู้สึกจนวันนี้ ยุคนั้นทั้ง ที.วี. และ วิทยุยังไม่มีสถานีข่าวหรือรายการข่าวสไตล์สนทนาวิเคราะห์ข่าวอย่างจริงจัง เนชั่นเป็นที่แรกๆ ที่เริ่มทำ รู้สึกจะเริ่มด้วยคลื่น 97 นิวส์สเตชั่น ชื่อ สายตรงจากห้องข่าว มีคุณสุทธิชัยเป็นหลัก คุณสุภาพ คลี่ขจาย คุณเทพชัย หย่อง เป็นกองหนุน

แล้วก็มี ... นโยบายให้หัวหน้าข่าวช่วยเสริมทัพ ผมจึงถูกเรียกเข้าไปทำหน้าที่เล่าข่าวนั้นๆ ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่โอ๊ย ทรมานใจมาก เพราะหนึ่ง ไม่เคยพูดออกอากาศ สอง ไม่มั่นใจเสียงตัวเอง ไม่ได้ดัดจริตนะ แต่ตอนเด็กๆ เคยอัดเสียงฟังเล่นๆ โคตรน่าเกลียดเลย ต้อง ดึงเทปทิ้ง กลัวคนอื่นเอาไปฟัง ฝังใจมาตั้งแต่นั้นว่าเสียงไม่ดี แถมยังไม่มั่นใจเรื่องเนื้อหา ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาทำกันอย่างไร และปัญหาสำคัญที่สุดคือ

ต้องทำรายการกับคุณสุทธิชัย .....
คนที่วงการข่าวและคนทั่วไปยอมรับว่า เป็นสุดยอดนักวิเคราะห์วิจารณ์


นึกถึงวันนั้นแล้ว ยังสงสารตัวเอง พอคุณสุทธิชัยโยนลูกมาว่า .....
เราจะไปที่หัวหน้าข่าวการเมือง คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา กฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างไร


อ๋อ ... เป็นอย่างนี้ครับผมโถไม่รู้จะสุภาพอะไรนักหนา .. ครับผมทุกประโยค .. เพราะความกลัวไง สั่นเสียไม่มี รู้เลยว่าเวลาขาสั่น มันสะท้อนมาถึงเสียงได้จริงๆ พูดได้สองคำ น้ำลายเหนียวเหมือนคอแห้งมาสามวัน กว่าจะหายสั่นก็ใช้เวลาหลายวัน ไม่เคยคิดหรอกว่าวันหนึ่งจะมี คนคิดว่าผมทำท่ามีลีลาเหมือนคุณสุทธิชัย

ความบังเอิญ ... มันเริ่มตอนที่เนชั่นทำรายการนิวส์ทอล์ค สามทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่ง สัมภาษณ์นักการเมืองสัก 45 นาที ที่เหลือเปิดสายรับฟังความเห็น คุณเทพชัย คุณโสภณ องค์การณ์ สลับกันทำ ผมไปเข้าคู่กับเขาบ้างเพื่อหาประสบการณ์ ตอนนั้นความกลัวลดลง เริ่มซ่า ตอนหลังพอคุณโสภณ เป็น บ.ก.เศรษฐกิจ ซึ่งเป็น บ.ก.อาวุโส คุณเทพชัยเป็น บ.ก.ข่าว เย็นๆ เขาต้องไปกินข้าวกับแหล่งข่าว ไปสถานทูต ไปงานเลี้ยงแล้วกลับมาทำรายการไม่ทัน ผมจึงเข้าไปเป็นมวยแทน ทำไปทำมาสองคนนี้ ไม่ได้ทำ ผมยึดเลย กลายเป็นหน้าที่โดยความบังเอิญ จากที่เคยเกลียดเสียงตัวเองก็ค่อยๆ หายไป แต่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ว่าพูดไม่ชัด รายการนี้บูมพอสมควร เพราะมีหนังสือ 2-3 ฉบับมาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำรายการวิทยุ ถามว่าทำไมถามแรงนัก ไม่กลัวถูกตีหัวหรือ ทำเป็นดุนี่ เลียนแบบสุทธิชัยหรือเปล่า ฯลฯ

บางคนแย้งว่า ... เหมือนสุทธิชัยตรงไหนกัน เพราะเขามีชั้นเชิง ในขณะที่ผมถามดื้อๆ เถื่อนๆ แล้วผมก็ต้องตอบมาตั้งแต่ตอนนั้น และยาวนานมาอีกหลายปี ว่าใครเลียนแบบคุณสุทธิชัยก็โง่ เพราะ ถ้าผมเป็นลูกแล้ว มีคนบอกว่าเหมือนก็โอเค แต่นี่ไม่ใช่ การไปทำงานเหมือนเขา มิเท่ากับย่ำอยู่กับที่หรือ มันน่าภูมิใจตรงไหน ..

วิธีถามก็เหมือนกัน ... บางคนบอกว่า ถามแบบเอาความสะใจเป็นหลัก .. แหม ใครจะตั้งใจได้ อย่างนั้น ผมแค่ถามอย่างที่คิด ยอมรับว่าแรกๆ เถื่อนมาก เรื่องนี้คุณสุทธิชัยก็เคยเตือน โดยเฉพาะเรื่องขยี้ คือถ้าผมถามใครแล้วเขาล้ม ผมจะตามบดขยี้ บี้ให้ตายด้วยความสนุกคะนอง คุณสุทธิชัยบอกว่าไม่ต้องดุเดือดขนาดนั้น ถ้าคุณสุทธิชัยทำ ชาวบ้านไม่ว่าอะไรหรอก เพราะรู้แล้วว่าเขาเป็นอย่างนี้ แต่ผมเป็นคนใหม่ เดี๋ยวจะไม่ผ่านจุดนี้ไป ลดความฮึกเหิมลงหน่อย มองอีกด้านก็คือการเตือนว่า อย่าทำเหมือนเขาเลย

ยิ่งมีคนพูดว่า ... ถอดแบบมาจากคุณสุทธิชัยมากเท่าไหร่ ผมยิ่งต้องหลบ แต่จริงๆ มันหลบไม่ได้หรอก เพราะอยู่ด้วยกัน จัดรายการด้วยกัน ฟังเขาพูดทุกวัน สำเนียงภาษากิริยาที่เห็นก็ติดมาบ้าง แล้วทำไปทำมา บางทีผมถามดุกว่าคุณสุทธิชัยอีก โดยไม่ได้คิดว่าเขาเป็นแม่แบบ แต่ก็ไม่เห็นต้องตีโพยตีพายว่าไม่ใช่ ในเมื่อคุณสุทธิชัยเป็นครูที่เราได้ซึมซับวิชามาโดยไม่ตั้งใจ

เราทำงานด้วยกันทุกวัน ... ก็ซึมเองโดยอัตโนมัติ ผมถามแบบที่อยากถาม เพียงแต่ซึมเอาวิธีการเขาไปเยอะ ไม่ตั้งใจว่าจะไม่มีหางเสียง ไม่ตั้งใจที่จะถามแบบรุก บางทีทำๆ ไปแล้ว แขกตอบแบบนี้ อารมณ์จะพาไปเอง สำเนียง ลีลา ยอมรับว่ามีส่วนคล้าย เพราะทำงานด้วยกันนานมาก แต่ที่สุดผมไปไกลกว่าในแง่กิริยา มือไม้ยกกันอลหม่านจนคุณสุทธิชัย ต้องเตือนว่า อย่ายกได้ไหม มันเยอะไป ซึ่งไม่ค่อยสำเร็จ

ในเรื่องของงาน ... คุณสุทธิชัย จะปล่อยให้ทำเอง ผลเป็นอย่างไร ไม่ชม ไม่วิจารณ์ ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังว่า เขาจะวิจารณ์ ผมไม่ใช่คนที่ทำอะไร แล้วถามว่าผลงานเป็นอย่างไร ไม่ชอบฟังด้วย คิดว่าถ้าเขาจะว่าอะไร คงว่าเอง ซึ่งวัฒนธรรมที่ผมเรียนรู้มา การไม่พูดถือว่าชมแล้ว .. แต่ในเรื่องของวิชาความรู้ ผมถือว่าคุณสุทธิชัยมีส่วนอย่างมาก ในการหล่อหลอมให้ผมมีนิสัย และ ลีลาการทำงานอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เรื่องนี้ ... เห็นได้ชัดจากตอนที่ทำรายการ พูดจาภาษาข่าว ซึ่งผมต้องจัดคนเดียวในช่วงชั่วโมงหลัง ส่วนชั่วโมงแรก คุณสุทธิชัย จะเขามาเริ่มให้ก่อนจะเวียนไปคลื่นอื่น นี่แหละหนักหนาสาหัสมาก ดีว่าเป็นการอัดเทป และไม่ต้องมานั่งอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างอยู่บ้าน แล้วคุยกันผ่านโทรศัพท์ แต่อาการครับผม ก็กลับมาอีก ทั้งที่ไปซ่าจัดรายการอื่นได้ ไม่มีปัญหา แต่พอเจอคุณสุทธิชัย เหมือนงูเจอเชือกกล้วย อ่อนเชียว แล้วมันก็นำมาสู่ การอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ดูข่าวทุกข่าว บางคืนต้องหยิบหนังสือพิมพ์ ที่เพิ่งออกมาจากแท่นพิมพ์กลับไปนั่งอ่านด้วย

ช่วงแรกเครียดเลย ... เพราะผมไม่รู้ว่าเขาจะถามอะไร แล้วก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ควรถาม ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ถ้าคุณสุทธิชัยอยากพูดเรื่องอะไรเป็นพิเศษ จะโทรบอกเอง ซึ่งผมมองว่า นี่คือวิธีสอน จะโดยตั้งใจหรือไม่ ก็ตาม แต่ได้ผลมหาศาล เพราะถ้าไม่ผ่านงานลักษณะนี้ ผมก็ไม่มีวันนี้ คิดดู ถ้าคุณสุทธิชัยบอกว่าจะถาม 3 เรื่อง .. ก .. ข .. ค .. ก็คงอ่านแค่นั้น ไม่ได้สร้างนิสัยอ่านทุกเรื่อง ซึ่งการที่รู้ทุกเรื่องทำให้สามารถพูดได้ทุกเรื่อง สัมภาษณ์ได้ทุกเรื่อง และ หลายเรื่องจะมีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ การบรรจุข้อมูลอย่างนี้เหมือนการขับรถขึ้นทางด่วนที่ใช้สปีดเร็วมาก

ทุกเช้า ... ผมจะวิ่งลงไปหยิบหนังสือพิมพ์ที่มาส่งหน้าบ้าน เอาขึ้นไปที่ห้อง นั่งหอบแป๊บหนึ่ง แล้วก็เช็คข่าว ฉบับไหนลงอะไรหวือหวาบ้าง แล้วจดลำดับไว้ ถึงเวลาออกรายการ ผมนั่งเก้าอี้เตี้ยๆ หูหนีบโทรศัพท์ มือถือปากกา ข้างๆ เป็นกองข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เรียงเป็นตับ กะว่า คุณสุทธิชัยถามอะไร สามารถหยิบมาพูดได้ทันที แล้วก็ต้องเผื่อไว้สำหรับจัดรายการแปดเก้าโมงของเราเองด้วย น่าแปลก พอถึงเวลาที่คุณสุทธิชัยถามจริงๆ ผมกลับไม่ได้หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับไหนขึ้นมาอ่านเลย เพราะทุกอย่างอยู่ในสมองหมดแล้ว

บรรยากาศการทำงานของเรา ... คุณสุทธิชัยเป็นคนยิงคำถาม นอกจากเรื่องที่เขาสนใจมากๆ ก็จะพูดเองยาวๆ หรือบางทีถ้าผมเป็นคนเล่าเรื่องเขาก็จะวิเคราะห์ หน้าที่ผมคือ คุณสุทธิชัยพูดอะไรมาก็ฟังแล้วคอยเสริม บางทีผมผิด คุณสุทธิชัยก็แทรก นี่คือการสอนอีกเหมือนกัน ฝึกให้เรารู้จักจังหวะ และ ไม่รู้สึกอะไร ถ้าจะมีใครท้วงติงข้อมูล ถ้าเราผิดจริงก็ขอโทษ .. เสียดายว่า ถ้ามีโอกาสทำรายการทีวีกับคุณสุทธิชัย ผมคงได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ อ้อ จะว่าไปก็เคยครั้งหนึ่งนะ คราวนั้นสัมภาษณ์ คุณอำนวย วีรวรรณ เขาให้ผมไปด้วย เพราะอะไรจำไม่ได้ เราตื่นเต้นมาก โอ้โฮ ได้ออกนิวส์ทอล์ค เตรียมตัวอย่างดี

แต่ถึงเวลา กลายเป็นกระถางต้นไม้ ... วันนั้นคุณอำนวยนั่งกลาง แล้วเขามองคุณสุทธิชัยตลอดเวลา ฉะนั้นกล้องจะไม่หันมาหาผมแน่นอน พยายามคิดว่าจะแทรกด้วยคำถามอะไรดี นั่งเหงื่อแตกเหมือนกระถางต้นไม้ขาดน้ำอย่างรุนแรง เครียดทั้งรายการถามอยู่สองครั้ง รู้สึกว่าได้ออกอากาศคำถามเดียวด้วยมั้ง อีกคำถามถูกตัดทิ้ง คนตัดต่อยังบอกว่าสงสาร

เรื่องนี้ก็สอนอีกเหมือนกัน ... ว่าการจะเป็นลูกคู่ การรู้จักจังหวะ มันต้องเกิดขึ้นเอง ถ้าหวังให้อีกคนคอยประคอง หรือ ส่งคำถามให้ตลอดว่าเอ้า ว่าไงคุณ อย่างนั้นไม่รอดหรอก ซึ่งผมอาจจะไม่เหมาะ เพราะหลังจากวันนั้น ก็ไม่มีอีกเลย

วันนี้ ... ผมเอาประสบการณ์ต่างๆ หรือวิชาที่ผมได้มาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ มาใช้ในงานได้มากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมได้ความเป็นสุทธิชัยมาส่วนหนึ่ง แล้วนำมาตัดต่อพันธุกรรมเล็กน้อย ทุกวันนี้ผมยังภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งคุณสุทธิชัยให้โอกาสผมเป็นหนึ่งในขุนพลคนสำคัญของเนชั่น เวลามีการประชุมอะไร ถึงผมจะไม่มีตำแหน่งหน้าที่ชัดเจนในสายงานนั้น แต่คุณสุทธิชัยก็จะบอกว่า เรียกยุทธมาด้วยเสมอ .. ตลอดเวลาที่ผมเห็นคุณสุทธิชัยทำงาน ไม่เคยเห็นเขาพลาด เหมือนเขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้หมด เป็นคนที่กล้าคิดนอกกรอบตลอดเวลา มักจะมีอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้ผมคิดไม่ถึง และ สงสัยเสมอว่าคิดได้อย่างไร ผมยังนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบัน

ว่าทำอะไรต้องกล้าคิดให้สุด
แล้วลองทำดู ถ้าไม่ได้ก็ปรับ แต่ต้องกล้าที่จะบ้า


ถ้าอยู่ในวงการบันเทิง ... สุทธิชัย หยุ่น น่าจะได้ตำแหน่งซูเปอร์สตาร์ แต่คนในวงการข่าวคงไม่เรียกกันอย่างนั้น นี่ไม่ได้ชมอดีตเจ้านาย แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ สุดยอดสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งผมชอบและยังเรียกติดปากมาจนทุกวันนี้

ส่วนสรยุทธ แค่ได้ชื่อว่า
เป็นศิษย์ก้นกุฏิ สุทธิชัย หยุ่น ก็ดีหนักหนาแล้ว

----------------------------------------------------------------------------------------------


ออกทีวีครั้งแรก

ถ้ายุคนี้เป็นยุคของข่าวสาร .....
ย้อนกลับไปไม่กี่ปี บ้านเราก็แทบจะไร้ข่าวสาร
ผมหมายถึงข่าวที่ไม่ได้บอกแค่อะไร ที่ไหนอย่างไร ?


ตอนนั้น ... เริ่มมีเคเบิลทีวีใหม่ๆ ซึ่งมีให้เลือกดูกันสองเจ้า คือ ไทยสกายกับไอบีซี และ ตอนหลัง .. ไอบีซี มารวมกับ ยูทีวี เป็น .. ยูบีซี .. เนชั่นเกิดแนวคิดเรื่องสถานีข่าว ผมไม่รู้ว่าเขาเจรจากันอย่างไร รู้แต่ว่าเราจะทำช่องข่าวให้ไทยสกาย และ ผมถูกเรียกให้เป็นหนึ่งในผู้ก่อการ .. อารมณ์ของผมตอนนั้น จริงจังกับงานนี้มากจนแทบจะหยุดงานในหนังสือพิมพ์เลย แต่ในที่สุดก็ยังเหยียบเรือสองแคมให้มันค่อยๆ ฉีกขาถ่างออกไปเหมือนเคย สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งมีอยู่ 5-6 คน .. คุณเทพชัย เป็นหลัก .. คุณสุภาพ เป็นผู้ประกาศ .. คุณโสภณ ร่วมอำนวยการผลิตด้วย .. ส่วนคุณสุทธิชัยเป็นแบ๊คอัพ .. สำหรับผมไปทำในนามของคนอยู่เบื้องหลัง เช่น คิดเนื้อหารายการ หาทีมงานมาเสริมทัพ เรียกว่าเข้าไปอยู่ในกระบวนการผลิตทั้งที่ไม่รู้เรื่องการผลิต ไม่รู้เรื่องทีวีเลย .. ทั้งๆ ที่ นึกภาพสถานีข่าวไม่ออก แต่เมื่อผู้ใหญ่ให้ทำก็ทำ เริ่มจากดำเนินการรับสมัครทีมงาน ทำท่าเสมือนเป็นผู้รู้อย่างยิ่ง อาจารย์สรยุทธ ออกข้อสอบเองเลยนะ ใครเคยทำข้อสอบของผมคงโชคร้ายมาก เพราะแต่ละข้อโคตรยากเลย ไม่ง้อด้วยนะ ใครไม่ผ่านไม่ต้องมาคุย ก็ยังมีคนอุตส่าห์ทำได้ถูกใจผม ประมาณ 30 คน

เริ่มต้น ... กันแบบพนักงานเก่า หรือ ใหม่แทบไม่แตกต่าง เพราะไม่มีใครรู้อะไรเลย อาศัยว่าใช้หลักในการทำรายการวิทยุมาช่วย เริ่มจากโทรสัมภาษณ์ เอาโทรศัพท์มากดสปีคเกอร์โฟน ทำมันทั้งวันอย่างนี้ ภาพก็ไปถ่ายมาแบบขลุกขลักทุลักทุเล เพราะรายได้น้อย ต้นทุนต่ำ แต่ก็เรียกว่าทำงานกันแบบไม่คิดชีวิต ครั้งหนึ่งพากันไปปักหลักอยู่ที่รัฐสภา .. คุณโสภณ .. คุณสุภาพ .. คุณเทพชัย .. แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ยืนกันคนละประตู ผมทำหน้าที่คอยดึงแขกมาสัมภาษณ์ วันหนึ่งโชคไม่ดีของผู้เกี่ยวข้อง แต่โชคดีของผมที่บังเอิญเกิดเรื่องระเบิดที่สภา ฟลุคว่ากล้องเราตามจับภาพได้ รายงานจากสภาจึงถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะ ณ เวลานั้นเป็นเรื่องใหม่มากในแง่ของความเป็นข่าว และ เราถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตี ตอนหลังคนอื่นก็ทำรูปแบบนี้ กันใหญ่ ประมาณรายงานจากสภา สัมภาษณ์จากสภา ฯลฯ สัมภาษณ์กันเป็นลูกระนาดเลย ใครมาก็สัมภาษณ์ ผมเป็นคนดูคงอ้วก สัมภาษณ์มาทำไมเยอะแยะ

ช่วงนั้น ... เป็นการลองผิดลองถูกของเรา เวลามีอะไรในสภา นักข่าวจะวิทยุมาบอก ผมก็จดประเด็นแล้วส่งให้คุณสุภาพ มีข่าวประเด็นนี้นะ หรือ มีแขกคนนี้มา และ กำลังเดินไปห้องโน้น เป็นต้น .. ส่งโน้ตกันไปมา วันหนึ่งคุณสุภาพบอก .. ไม่ต้องส่งแล้ว เวียนหัว มานั่งเล่าเองก็แล้วกัน วันนั้น เป็นการออกทีวีครั้งแรก ตื่นเต้นน่าดู ใช้วิธีคิดเสียว่ากำลังคุยอยู่กับคุณสุภาพ ไม่มีกล้องอยู่ตรงนั้น แต่พอเขาถามว่า เกิดอะไรขึ้น ก็เล่าไปมองหน้าเขาไป ไม่สนใจกล้องทีวี แล้วสภาพก็ดูไม่ได้เลย ไว้ผมหน้าม้ากระเซอะกระเซิง หน้าตาไม่เจอแป้ง แถมเหงื่อแตกพลั่ก เน็คไทก็ไม่ผูก แต่พอไม่มองกล้อง ก็ไม่กังวลว่าหน้าตาเราในกล้องเป็นอย่างไร

หลายคน ... มักจะกลัวดูไม่ดีเวลาออกทีวี แต่ผมไม่แคร์ ด้วยข้ออ้างที่เข้าข้างตัวเองว่า ฉันขายเนื้อหา จบงานแล้วก็พยายามลืมว่าไปออกทีวีมา จะได้ไม่คิดมาก แต่ลึกๆ น่ะแคร์จนไม่กล้าคิด

หลังจากนั้น ... ถ้าจำเป็นต้องมองกล้องก็จะนึกเสมอว่า มองแหล่งข่าว หรือมองคนที่กำลังสัมภาษณ์อยู่ แม้ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็ตาม ไม่ห่วงหล่อเลย ผมตกลงมาเป็นหน้าม้าทุกวัน ม้าอย่างเดียวไม่พอ ดันยุ่งกระเซิงด้วย จนกระทั่งคุณสุทธิชัยฝากคนมาบอกว่า บอกมันที ให้เอาผมขึ้นเถอะ

ตอนหลังถึงขนาดมาบอกด้วยตัวเองว่า .....
ถ้าคุณทำผมทรงนั้น จะไม่มีใครฟังสิ่งที่คุณพูดเลย
คงจะดูแต่ทรงผมประหลาด เพราะมันเตะตามาก


นี่คือ ... ที่มาของการหวีผมขึ้น แต่ก็ดันกลายเป็นทรงเจ้าพ่ออีก เพราะหวีไม่เป็น เอาน้ำลูบแล้ว หวีเสยๆ ขึ้นไป ผ่านไปห้านาทีสิบนาที ไม่เป็นไร แต่ถ้าเลยครึ่งชั่วโมง มันก็จะตกลงมาเหมือนเดิม

โธ่ ... ก็ตลอดชีวิตไม่เคยแต่งผม มูสไม่เคยเห็น เจลไม่รู้จัก ใช้สูตรน้ำลูบอย่างเดียว ความจริงฝ่ายแต่งหน้า แต่งตัวเขาก็มีให้ แต่ผมไม่สนใจ บอกแล้วว่าขายเนื้อหา เลยไม่มีใครกล้ามายุ่ง เพราะตอนนั้น จัดว่าใหญ่พอสมควร เป็น บ.ก. เชียวนะ

ทำอยู่ไทยสกายได้หนึ่งเดือน ... กำลังมัน ก็ได้รับการบอกเล่าว่า ต้องเลิก ! เป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ คล้ายๆ กับธุรกิจไม่เวิร์ค ลำพังตัวผมไม่ซีเรียสว่า จะไม่ได้ทำทีวีหรอก กลับมาทำหนังสือพิมพ์ - วิทยุต่อก็ได้ แต่คนที่เรารับเข้ามาทำงาน เฉพาะนักข่าวที่ผ่านข้อสอบหฤโหดของผมมาได้ ก็ 30 คนเข้าไปแล้ว ครั้งนั้นจึงเป็นเหตุการณ์ที่ผมเจ็บปวดมาก จะบอกไม่ให้เขาหวังไกลก็ไม่ได้ เพราะรับคนตั้งเยอะ ก็เหมือนไปให้ความหวังโดยปริยาย เคยพูดปลุกใจให้เขาฮึกเหิม ฝึกให้เขาทำงานเป็น ฝึกยืน ฝึกพูด ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เก่งมาจากไหนหรอก แต่ไหนๆ ก็เคยออกข้อสอบมาแล้ว ชั่วโมงนั้น อาจารย์สรยุทธ เลยคิดตำราเอง บังคับให้เขาอ่านหนังสือพิมพ์แล้วมีการทดสอบสุ่มถาม ว่างๆ ก็สมมติเป็นละครขึ้นมาว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกจะทำข่าวอย่างไร ฯลฯ

ฝึกกันขนาดนั้น ... แล้วอยู่ๆ ต้องเลิก ก็น่าเสียดาย ผมต่อรองกับผู้ใหญ่ว่า คนที่สมัครมาทางด้านเทคนิคอาจจะไม่เอาก็ได้ แต่คนที่เป็นนักข่าว ทำไมต้องให้เขาออก ต่อรองไปต่อรองมา เขาให้เลือกไว้ได้ 5 คน แล้วให้ทำหนังสือพิมพ์ต่อ พวกที่เหลือก็ต้องไป

ยิ่งต้องทำหน้าที่ ... เป็นคนพูดให้พวกเขาเข้าใจว่า จะตกงานแล้วนะ ความฝันอันบรรเจิดที่ฝ่าฝันกันมามันไม่มีแล้ว ใครที่เคยต้องพูดอะไรแบบนี้ คงเข้าใจว่ามันน่าลำบากใจแค่ไหน ต้องมาคิดว่าจะเลือกใครไว้ดี เอาคนเก่งหรือคนไม่มีที่ไป สุดท้ายยกโขยงไปนั่งดูเด็กๆ ร้องให้กันที่บางแสน เหมือนอารมณ์ตอนอยู่มหาวิทยาลัย

ความจริง ... มันไม่ถึงกับตายหรอก แค่สถานีล้มก็ไปทำที่ใหม่เท่านั้นเอง เนชั่นน่าจะเจ็บกว่าด้วยซ้ำ ในแง่ที่ลงทุนอะไรไป แต่เด็กกลุ่มนี้ เขาทุ่มเท กลับดึกมาเช้า เขาตั้งใจกับมัน ตอนนั้นผมคิดเลยว่า ไม่เอาอีกแล้วเข็ด

สำหรับประวัติศาสตร์ที่ไทยสกาย ... ผมจำได้ว่าผู้ใหญ่ก็เห็นว่า ผมมีส่วนในความสำเร็จอยู่มาก ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ถึงแม้ว่า ถ้าเอางานกลับมาดูตอนนี้ คงมีแต่คนหัวเราะว่าเหมือนงานเด็กๆ แต่ตอนนั้น เป็นเรื่องใหม่มาก และถือว่าสำเร็จ สร้างความฮือฮาในระดับหนึ่ง

ที่สำคัญ .....
มันช่วยเตือนผมจนทุกวันนี้ว่า ไม่มีอะไรที่สำเร็จสมหวังไปหมดทุกอย่าง


----------------------------------------------------------------------------------------------




ย่ำแดนทีวีเสรี ไอทีวี

ก่อนจะเล่าเรื่องไอทีวี
ผมมีเรื่องหนึ่งที่จะสารภาพไว้ในหนังสือเล่มนี้


ช่วงที่ ... เขารณรงค์ให้บรรดาพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศ ฯลฯ ต้องผ่านการสอบ ใครไม่มีใบผู้ประกาศไม่ให้ออกทีวี สรยุทธเครียดเลย คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้ออกทีวีแล้วแน่ๆ ระหว่างที่คนโน้นคนนี้เขาไปสอบกัน ทายสิครับผมทำอย่างไร ก็หนีสิ หนีไปเรื่อยๆ เพราะรู้ว่าไม่มีทางผ่าน เวลาใครถามก็ตอบเลี่ยงๆ ว่าเราขายเนื้อหา จะมาบังคับกันเรื่องนี้ ไม่แฟร์ ทั้งที่ในใจรู้ว่ามันเป็นกฎเกณฑ์ที่ต้องยอมรับของสังคม

ที่ผ่านมา ... ผมจัดรายการวิทยุได้เพราะข้อมูลตอนเป็นนักข่าวฝังอยู่ในหัว จนไม่ต้องกังวลกับเนื้อหาว่าจะพูดผิดเหมือนคนอ่านข่าวทั่วไป สมมุติพูดถึงประธานสภาผู้แทนราษฏร คุณอุทัย พิมพ์ใจชน ก็ไม่ต้องไปดูตำแหน่งดูชื่อว่าถูกไหม ทุกอย่างอยู่ในหัว เป็นสิ่งที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว แต่การออกเสียง ร เรือ ล ลิงเละเทะสิ้นดี พูดสลับกันตลอด แถมตัวเองยังฟังไม่ออกด้วยซ้ำว่าอย่างไหนคือถูกต้อง เรียกว่าขายเนื้อหาอย่างเดียวจริงๆ ความถูกต้องไพเราะน่าฟังไม่ต้องพูดถึง

จนกระทั่ง ... เขาสอบผ่านกันหมด สายสวรรค์ ขยันยิ่ง รายนี้ ไม่ต้องพูดถึง ได้คะแนนสูงมาก ไม่รู้ทำได้อย่างไร เจ้าหล่อนพูดชัดเหลือเกิน คุณเทพชัยก็ผ่าน คนนั้นก็ผ่าน คนนี้ก็ผ่าน ผ่านกันใหญ่เลยเว้ย .. รู้ว่าคงหนีไม่ได้ตลอดไป เลยเตรียมแผนไว้ในใจว่า ถ้าสอบตกจริงๆ อาจจะต้องออกตัวว่า หัวใจของการทำรายการข่าวอยู่ที่เนื้อหา การเอาใบผู้ประกาศมาเป็นเกณฑ์บังคับ เท่ากับว่าปิดกั้นเสรีภาพการรายงานข่าว ดีนะที่ได้แต่คิด ไม่ได้พูด เพราะคุณสุทธิชัยพูดออกวิทยุว่านี่เป็นกฎเกณฑ์ของสังคมที่ต้องมี จะไปรายงานข่าวได้ต้องผ่านกฎเบื้องต้นตรงนี้ก่อน

วันหนึ่ง ... ถึงคิวคุณสุทธิชัยไปสอบ เขาคงรู้มั้งว่าผมจะไม่ไป เลยสั่งเลขาฯ ให้โทรตามผม รวมทั้ง กฤษณะ ไชยรัตน์ ด้วย ไปถึงกรมประชาสัมพันธ์ วันนั้นเจอดาราหลายคน ทุกคนทำท่าเป็นทุกข์กันกับเรื่องนี้ และเห็นว่าท่าทางทรงภูมิอย่างผมต้องผ่านแน่ๆ หารู้ไม่

ถึงเวลา ... อาจารย์ที่คุมการสอบให้ลองพูด คุณสุทธิชัยผ่านอยู่แล้ว เขาพูดชัดจะตาย พอถึงผม แต่ทดสอบเล่นๆ อาจารย์บอก กลับเถอะ เอาหนังสือฝึกพูดไปอ่านแล้วค่อยกลับมาใหม่

ผมก็หันหลังกลับ ... แต่ คุณสุทธิชัยไม่ยอม ไหนๆมาแล้ว ให้ลองสอบดูก่อน อาจารย์ก็ใจดีมากสอนให้เดี๋ยวนั้น ทั้งวิธีออกเสียง .. ร เรือ .. ล ลิง .. เอาแบบฝึกพูด .. คระ .. คละ .. มาให้ท่อง การอ่านคำต้องเว้นวรรคตรงไหน นั่งฝึกอยู่สองชั่วโมงแล้วเข้าไปสอบ ปรากฏว่าผ่าน คิดเข้าข้างตัวเองว่า เพราะเสียงเรามีพลัง เรื่องจังหวะเชื่อว่าใช้ได้ มีผิดนิดหน่อย แต่ตามเกณฑ์แล้วผ่าน กฤษณะ กลับสอบตก ต้องมาสอบใหม่วันหลัง .. วันนั้นกลับมาตีปีกเลย อวดทุกคนในบริษัท ตูผ่านแล้วเว้ย .. อวด กนก ซึ่งเขาได้ใบผู้ประกาศมาชาติกว่าแล้ว .. ผมผ่านแล้วนะครับ อย่ามีปัญหา นี่ใบผู้ประกาศ บอกแฟนรายการโขมงโฉงเฉงว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ อย่ากลัวในสิ่งที่ไร้เหตุผล ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม เพราะถ้าตั้งใจก็ทำได้ เรียกว่าพลิกลิ้นกันเห็นๆ

ช่วงที่ไปสอบใบผู้ประกาศนี่ .....
เนชั่นมาทำรายการกับไอทีวีนานพอสมควรแล้ว เริ่มแรกไม่รู้วาเขาคุยกันท่าไหน
ไอทีวีมาขอให้เนชั่นไปทำข่าว เริ่มด้วยการถือหุ้นเป็นหนึ่งในสิบ


ซึ่งคราวนี้ ... คนละเรื่องกับตอนทำไทยสกายเลย ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ และ ความพร้อมเรื่องบุคลากร เพราะใช้ทีมใหญ่ตั้งแต่ .. คุณสุทธิชัย .. คุณสุภาพ .. คุณเทพชัย .. ก่อเขต .. ซีเรียสถึงขนาดว่าเปลี่ยน บ.ก. ข่าวเนชั่นจาก .. คุณเทพชัย เป็น คุณพนา จันทรวิโรจน์ .. แต่ผมซึ่งเคยเป็นตัวตั้งตัวตี เป็นผู้ก่อการตัวแสบจากไทยสกาย กลับไม่ถูกเรียก คิดอีกมุมหนึ่ง คงเพราะเขาอาจจะรู้ว่า ผมเฮิร์ทจากไทยสกายก็ได้ .. ตอนนั้นเคว้งนิดๆ เพราะจะว่าไปแล้วผมโตขึ้นมากับคุณเทพชัย จู่ๆ เปลี่ยน บ.ก.แล้วจะอยู่อย่างไร แต่โชคดีที่เจอผู้บังคับบัญชาดีมาตลอด บ.ก.คนใหม่เห็นว่าผมเป็นคนทำงาน เป็นตัวหลักของสายข่าวการเมือง ก็ให้คงบทบาทนั้น อย่างสนุกสนานต่อไป

สรุปว่า ... ในระหว่างที่เขาก่อการ ผมก็ทำงานตามปกติ แต่ในใจยอมรับว่าคิดมาก .. เอ๊ะ ทำไมไม่ถาม ไม่ชวน ไม่ขอให้ไปช่วยเลย ถึงแม้ว่า ถ้าเข้าชวน ผมจะปฏิเสธก็ตาม แต่มันก็เป็นคำถามจนถึงทุกวันนี้ .. วูบหนึ่งชักน้อยใจ ไม่ชวนก็อย่าชวน จนกระทั่งเหลือเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์จะทดลองออกอากาศ ผมก็ถูกเรียกให้เข้าประชุม เพื่อถามความเห็นเรื่องการทำรายงานข่าวจากสภา ผมก็แสดงความคิดเห็นไปเท่าที่คิดออก .. นับถอยหลังสองสามวัน ก่อนเริ่มงาน คุณสุทธิชัยเรียกไปพบอีกครั้ง บอกว่า .. อยากให้ผมทำรายการแบบหนังสือพิมพ์ในทีวี วันละห้านาที ตบท้ายว่า ยุทธทำได้ ฟังแล้วงง .. ให้พูดเหมือนหนังสือพิมพ์ แต่ออกทีวี ทำไงวะ .. เอาหนังสือพิมพ์มาชูหรือ ต่อมาถึงได้รู้ว่า มันคือการพูดให้น่าสนใจแบบทีวี แต่มีความลึกแบบหนังสือพิมพ์ ซึ่งคุณสุทธิชัยเขาหมายถึงการหยิบข่าวมาวิเคราะห์นั่นแหละ แต่ผมตีปริศนาธรรมไม่แตก

แรกๆ ... หนักใจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะพูดอะไรดี คุณสุทธิชัย อยากให้ภาพในรายการ มีบรรยากาศเหมือนการทำงานในห้องกองบรรณาธิการ เลยอัดรายการกันในกอง บ.ก.เนชั่นนั่นแหละ ทุกครั้งที่ผมอ่านข่าว ทุกคนจะมอง มันเป็นอะไรของมัน เสียงดังเหลือเกิน ความจริงเพราะกอง บ.ก. เสียงดัง ผมจึงต้องดังกว่า โดยเฉพาะบางวันที่ร่างกายอ่อนแอ หรือหูดันรับเสียงได้ดี สมาธิจะแตก ทั้งที่เขาพูดกันเบ๊าเบายังดันได้ยิน .. ตอนนั้นมีจดหมายเข้าเยอะ ทั้งชมทั้งด่า แต่ที่น่าประทับใจคือ ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นพ่อละเอียดแม่ละเอียด ละเอียด มาตั้งแต่เรื่องแต่งตัว ต้องบอกก่อนว่าปกติคนทำงานในกอง บ.ก.ไม่มีการใส่สูทอยู่แล้ว ผูกไทถือว่าสุภาพสุดๆ ทีแรกก็คิดว่าจะใส่สูทดีไหม แต่กลัวจะเป็นผู้ประกาศข่าวทั่วไป เลยถอดสูท แต่ผูกไทและพับแขนเสื้อ เพราะเวลาทำงานจริงผมก็พับแขนขึ้นเสมอเละสิครับ

เพราะ ... ความรู้สึกของคนดู มันไม่สุภาพ ไม่เรียบร้อย ผมโดนนิตยสารประเภทมีชาติมีตระกูล นิตยสารของคุณผู้หญิงทั้งหลายเอาไปวิจารณ์ ด่าเสียไม่มี ทั้งเรื่องพับแขนเสื้อและไม่สุภาพ ก้าวร้าว ชอบชี้หน้า ตาจ้อง โดนอยู่เกือบสองปี .. วันหนึ่งเกิดนึกอยากเอาแขนเสื้อลง มีสายโทรเข้ามาทันที เอาแขนเสื้อลงทำไม ผมเลยกวนว่า เพราะอยากให้คนถามไง บางคนถึงกับเขียนมาชมว่าน่ารักมาก ขอบคุณที่เอาแขนเสื้อลง แต่บางคนก็บอกให้เอาขึ้นอย่างเดิม จะได้เป็นสรยุทธตัวจริง อู๊ย แค่เรื่องแขนเสื้อนะนี่สนุกจะตาย

แต่ ... โดยรวม ผมก็ยอมปรับปรุง และ เรียนรู้เรื่องการแต่งหน้าแต่งตัวมาเรื่อยๆ ต้องทำเอง เพราะเป็นคนเดียวที่ทำรายการอยู่เนชั่น แต่สถานี ไอทีวีอยู่รัชโยธิน จะจ้างช่างมาเพื่อผมคนเดียวคงไม่คุ้ม ผมก็หวีเอง เปลี่ยนจากน้ำเป็นมูส โบ๊ะหน้าเอง ซื้อแป้งพัฟฟ์ถูกๆ กล่องละ 55 บาท คิดว่าทาพอไม่ไห้หน้ามัน สภาพดูดีแค่ไหน เอาเป็นว่าทุกวันนี้ ผมไม่กล้ากลับไปดูเทปเก่าๆ ก็แล้วกัน .. เขาเจาะสองจอ ระหว่าง กิตติ สิงหาปัด ที่ไอทีวี กับผมที่เนชั่น บรรยากาศเหมือนโยนเข้ารายการมิติพิศวง เพราะหมองซะไม่มี .. ความที่ออกอากาศไม่มีวันหยุดทั้งเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ พอถึงวันศุกร์หรือช่วงไหนต้องไปทำงานต่างจังหวัด ก็ต้องอยู่ทำงานถึงตีสี่ตีห้า .. เพราะต้องอัดหลายเทป ใช้วิธีใส่เชิ้ตขาวมาตัวเดียวแล้วเปลี่ยนไทเอา เปลี่ยนไปสิ ได้ตั้ง 5 เส้น

การบันทึกเทปล่วงหน้า ... ต้องหลีกเลี่ยงเรื่องที่ต้องฟันธง เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลง ปัญหาจึงอยู่ที่บางทีพูดไปหมดแล้วทุกข่าว จนคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรอีก เกรงใจช่างภาพที่ต้องนั่งหลับรอ

นึกไปแล้วยังขำตัวเอง .....
ที่บางทีเรื่องแอ๊ปเปิ้ลก็พูดได้ว่า ค่าครองชีพของฝรั่งสูงกว่าเราตั้งเยอะ
แต่เขาสามารถส่งแอ๊ปเปิ้ลมาขายในราคาที่ถูกกว่า มะม่วง ชมพู่ ทำไมเขาทำได้


ในขณะที่ ... เราเอาของดีๆ ส่งไปขายฝรั่ง แล้วไอ้ที่เหลืออยู่ก็ดันขายแพงอีก ตอนหลัง ส้ม มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ พูดได้หมด .. ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มติดนิสัยยกมือตั้งแต่เมื่อไหร่ ทีแรกก็ต่ำ แล้วค่อยๆ สูงขึ้น ยิ่งพูดแรงยิ่งยกสูง บางวันถึงขั้นบังหน้า เป็นไอ้หนุ่มหมัดเมา รำมวยจีน ถ้าไม่ยกมือพูดไม่ออก เหมือนมือเป็นตัวควบคุมการไหลของความคิดออกจากสมองเป็นจังหวะ ช่วยจัดว่าเรื่องนี้พูดแล้ว และเป็น เครื่องแบ่งช่วง แบ่งฝ่าย ข้างนี้คือคุณก็ผายมือสุด อีกข้างคุณก็ผายออกไปจนสุด กล้องเวียนหัวมาก เพราะมันหลุดเฟรม จนโดนว่ารำคาญมือ แต่ผมเคยลองแล้ว ไม่ถึงขั้นมัด แค่นั่งทับมือไว้ ปรากฏว่าพูดไม่ออก คนโทรมาต่อว่า ว่าเหมือนผีดีบ ยิ่งมีความเชื่อว่าต้องทำหน้าจริงจังให้ดูน่าเชื่อถือ ตาดุขมึงทึง เอาเป็นเอาตายกับกล้องเหมือนจะรับประทานคนดู ยิ่งเหมือนผีดิบ จนคุณสุทธิชัยเรียกไปเตือน อ่อนโยนหน่อยสิ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะใช้สมาธิสูง ตอนนั้นออกแนวโคตรดุ เหมือนหมาบ้า แต่พวกฮาร์ดคอร์ชอบ

ทำไปทำมา ... จากที่ไม่รู้จะพูดอะไรในห้านาที ตอนหลังกลายเป็น จะจบได้อย่างไรในห้านาที ติดนิสัยพูดเร็วเป็นจรวด คนดูจะหัวใจวายตาย แต่ทำเป็นเล่นไป วิเคราะห์ข่าวตอนนั้นถือว่าแรงมาก แม้ว่าไอทีวีจะยังใหม่ คนดูไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ แต่เสียงตอบรับดีมาก เฉพาะตัวผมก็มีคนรู้จักแบบก้าวกระโดด คนดูไม่แน่ใจว่าจะมาดีหรือร้าย เพราะดุมาก มาถึงก็ดุทุกคืน .. บางทีก็เล่นอารมณ์กับคนดู เช่น พูดเรื่องซึ้งกินใจเหมือนที่เห็นกันใน "ถึงลูกถึงคน" บางวัน จนคนโทรมาร้องไห้ บางทีโทรมาด่า หรือแสดงความฮึกเหิมเห็นด้วย เพราะเราใส่อารมณ์ลงไปในสิ่งที่พูด เคยมีคนส่งแฟ็กซ์มายาวเหยียด หลังจากที่ผมพูดเรื่องอะไรสักอย่างรุนแรงมาก เขาอธิบายอะไรมากมาย ลงท้ายว่าอย่าพูดอย่างนี้ต่อไปอีกเป็นอันขาด เพราะไม่แน่ใจว่าผมจะมีชีวิตต่อไปได้ คือที่เขียนมาทั้งหมดเพราะเขาเป็นห่วง .. ความที่คนดูกว้างมาก ก็ต้องทำรายการให้ครอบคลุม เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ถ้าทำแบบชาวบ้านมากเกินไป คนในแวดวงธุรกิจก็บอกว่า เราปัญญาอ่อน ทำไมเอาเรื่องง่ายๆ อย่างนี้มาพูด ฉะนั้นสองจุดต้องมีความพอดี เรื่องนี้ในแวดวงธุรกิจเขาว่าอย่างนี้ แต่สำหรับคนทั่วไปเป็นอย่างนี้

ผมมีลูกบ้าเยอะ ... แถมถนัดประชดประชัน เรื่องโครงการผักสวนครัว รั้วกินได้ ผมก็บอก ถั่วกิโลละ 8,000 บาทนี่ คงต้องเป็นถั่วที่โยนปุ๊บ ขึ้นปั๊บ ใหญ่ขนาดแจ๊คปีนขึ้นไปฆ่ายักษ์ได้ ฯลฯ เพราะ ทีวีไม่เหมือนหนังสือพิมพ์ที่จบอย่างไรก็ได้ ต้องมีการหักมุม ต้องคิดมุข ต้องมีลูกบ้า

ปีแรกๆ ... ทันสมัยมาก ใช้สัญญาณไมโครเวฟ พูดไปแล้ว ทางไอทีวีจะอัดเทปไว้ก่อนออกอากาศห้านาที หรือ บางวันจะส่งสดเลยก็ยังไหว แต่พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ต้องเปลี่ยนใช้มอเตอร์ไซคล์วิ่งแทนสัญญาณไมโครเวฟ เลยได้ตื่นเต้นกันทุกวัน บางครั้งต้องแก้ปัญหาด้วยการวิเคราะห์สดทางโทรศัพท์ แล้วให้เขาขึ้นภาพหน้าผมคาจอไว้หรือบางที มีการไปบันทึกเทปกันข้างนอก เช่น ลานพระรูป หรือ หน้ากองสลาก โดยสถานที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่วิเคราะห์เลย แต่สนุก กลายเป็นเรื่องดีสำหรับการวิเคราะห์ข่าวไป .. จะว่าผมเป็นคนบ้าก็คงได้ ที่วิเคราะห์วิจารณ์ข่าวมาสี่ปีไม่มีวันหยุด ถ้าเรื่องไหนไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วยอย่างดุเดือด ดุดัน หรือกล้าสวนกระแส เห็นด้วยโดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล และ คาดหมายได้เลยว่าเสียงประชาชน จะเป็นอย่างไร เพราะอยู่สนามนี้มานานพอที่จะบอกได้ว่า ถ้าพูดอย่างนี้ เดี๋ยวใครจะออกมาชี้แจง หนึ่ง สอง สาม รู้ว่าประเด็นข่าวแบบนี้ หนังสือพิมพ์จะพาดหัวว่าอะไรในวันรุ่งขึ้น .. แต่ไม่ได้อหังการยะโสจนไม่ฟังเสียงใคร ถ้าผมพูดแรงไป ทางสถานีจะเตือนให้ลดความดุเดือดลงบ้าง ไม่อย่างนั้น วิเคราะห์จะกลายเป็นวิวาท

ช่วงนั้น ... ผมทำงานแบบลืมไปเลยว่า วันหนึ่งอาจจะต้องไป เพราะ เนชั่นไม่ใช่ไอทีวี จะว่าไปก็มีสัญญาณร่ำๆ มาหลายครั้ง จนกระทั่งมีการแจ้งให้เลิกเป็นลายลักษณ์อักษร ผมยังเก็บจดหมายไว้เลย เรื่องมันเริ่ม จากความระหองระแหงระหว่างเนชั่นกับไอทีวี รายการผมไม่ใช่สาเหตุจะแยกทางกัน รายการวิเคราะห์ข่าวโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา จึงโดนคำสั่งให้หยุดเป็นรายการแรก .. คิดย้อนไปดูแล้วใจหาย จากที่ตอนแรกคิดว่าสปอนเซอร์รายไหน จะกล้าเอาสินค้ามาอยู่ประกบรายการที่ปากจัดด่าเขาแรงๆ จนตอนหลัง โฆษณาเต็ม มันภูมิใจนะ มีชิ้นที่ประทับใจสุดๆ คือ หลังจากมีทำนองเพลง รายการดุดัน แต๊น แต่น แตน แต๊น สบับสนุนโดย ป๊อปเลือกฮิตาชิ เข้ากันน่าดูเลย ทุกวันนี้เจอเจ้าของสินค้าก็ยังพูดถึงกันเฮฮา คนดูจากที่ไม่คุ้นก็สนิทเหมือนเพื่อน ผมเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ทั้งหมด เวลาผมด่าใครเขาก็ไม่ได้ด่าตาม เขาอาจจะค้าน พูดอย่างนี้ได้ไง บ้าหรือเปล่า ไม่เห็นด้วยหรอก แต่พออีกวันพูดอีกเรื่อง เฮ้ย มันพูดตรงใจว่ะ

ตอนที่เลิกรายการ ... เจ้าหน้าที่ในไอทีวีบอกว่า มีคนโทรเข้าไปเยอะ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จำได้ว่า วันสุดท้ายของการทำรายการ ทั้งที่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยลา แต่วันนั้นผมพนมมือไหว้ แล้วพูดว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายครับ ลาไปก่อน ถ้ามีโอกาสคงได้พบกันใหม่ สวัสดีครับ

เพื่อนไม่ทิ้งกันหรอก จริงไหม ?
----------------------------------------------------------------------------------------------



ปรุงน้ำจิ้มที่เนชั่นแชนแนล

ช่วงที่ผมได้บ่มเพาะความรู้ความสามารถ .....
ผ่านการลองถูกลองผิด สั่งสมประสบการณ์ทุกๆ อย่าง
เกี่ยวกับงานทีวีอย่างแท้จริง ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงที่อยู่เนชั่นแชนแนล


ถ้า ... เนชั่นแชนแนลเปรียบเหมือนร้านสุกี้ ส่วนสำคัญที่จะทำให้สุกี้อร่อย ลูกค้าติดใจ คือน้ำจิ้ม เพราะพวกลูกชิ้น กุ้ง ปลา หาไม่ยาก ขอให้สดเสียอย่างเป็นใช้ได้ เหมือนการทำรายการ จะมีแต่เนื้อหาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีวิธีคิดและลีลาที่พอเหมาะพอเจาะ .. ต้องขอพูดเข้าข้างตัวเองว่าผมเป็นคนที่ร่วมคิดสูตรน้ำจิ้ม หรือ มีส่วนร่วมในหลายรายการคนสำคัญคนหนึ่งในเนชั่นแชนแนล ถึงแม้ว่าบางรายการจะไม่ได้ทำเอง แต่ก็มีส่วนแสดงความคิดเห็น ยกเว้นช่วงแรกๆ จำได้ว่าตอนนั้นยังทำไอทีวี

วันหนึ่งคุณสุทธิชัยถามว่า ... ยุทธ ถ้าเราจะทำสถานีข่าวขึ้นมาสักช่อง มีไอเดียไหม
สรยุทธตอบไปตามประสาซื่อว่า ... คิดทำไมให้ปวดหัวครับ ในเมื่อเราทำไอทีวีอยู่ ไม่เห็นต้องคิดเลย

คุณสุทธิชัย ... คงประทับใจน่าดู จนเขาคิดโครงการกันเป็นรูปเป็นร่างแล้ว คุณสุทธิชัยก็เรียกผม ไปมอบหมายงานหลายครั้ง ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าเขาจะทำสถานีข่าว 24 ชั่วโมง ทางยูบีซี ความรู้สึกคือไทยสกายตามมาหลอนอีกแล้ว ถึงแม้ยูบีซีจะเป็นเคเบิ้ลทีวีที่มีความมั่นคงสูงก็ตาม แต่ความที่ผมเป็นนักทำงาน ไม่ใช่นักบริหาร ให้ทำงานแบบตอกตะปูฉาบปูนพอไหว แต่ให้ออกแบบบ้านทำไม่เป็น ไม่ใช่สถาปนิก ไม่เหมือนคุณสุทธิชัย ซึ่งมองการณ์ไกล .. ยังทึ่งว่าเขาคิดได้อย่างไร ทำไมถึงมั่นใจว่าทำได้ สมัยอยู่ไทยสกาย เราเคยทำกันสามสี่ชั่วโมงยังคิดกันหัวแทบแตก .. สวัสดีครับคุณผู้ชม แล้วนั่งโต๊ะโทรสัมภาษณ์ แต่คราวนี้คงทำอย่างนั้นไม่ได้ เจ๊งแน่ แล้วต้องทำตลอด 24 ชั่วโมงนี่นะ คนก็มีอยู่แค่นี้ ข่าวก็มีอยู่แค่นั้น จะทำอย่างไรต่อเนื่องทั้งวัน ฉะนั้นไม่ว่าจะถูกเรียกไปกี่ครั้งก็ไม่มีความคืบหน้าจากผม คุณสุทธิชัยคงเอือม เลยมอบหมายให้คนอื่นวางโครงแทน .. แรกๆผมยังไปนั่งประชุมด้วย ได้เห็นเขาเทสต์นักข่าว ผู้ประกาศ แล้วก็ค่อยๆห่างออกมา ยอมรับว่า เพราะไปมีเรื่องระหองระแหงกับคนที่ดูแลโปรเจ็คท์ แต่เมื่อถึงเวลาใกล้ออกอากาศ คุณสุทธิชัยก็เรียกไปบอกว่า .....

สรยุทธ ... มีความสามารถ เป็นคนเก่ง บอกไอเดียอะไรไปคลิกเร็ว เสียอย่างเดียว เป็นเด็กไม่รู้จักโต โตเสียทีสิ เรากำลังจะสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีในวงการทีวีเมืองไทย เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหม่ แล้วคุณจะตกประวัติศาสตร์ช่วงนี้ของเนชั่นหรือ ...

ตั้งแต่วันนั้น ... จากที่ทำตัวไม่เกี่ยวข้องมาตลอด สรยุทธก็กลายเป็นผู้ชายแถวหน้า เดินเข้าไปบอกคนคุมโปรเจ็คท์ว่า ผมพร้อมที่จะทำงานทุกอย่าง มีอะไรให้ทำขอให้บอก ...

โปรเจ็คท์แรกคือ ... ในช่วงของ ห้องข่าวรับอรุณ เขาให้ยก เก็บตกจากเนชั่น ซึ่งก็คือรายการวิทยุที่ผมทำคู่กับกนกมาเสริม โดยออกอากาศพร้อมกันทั้งวิทยุและเนชั่นแชนแนล .. ตอนนั้นผมต้องกระชากอีโก้ลงมาเป็นระยะ เพราะคุณสุทธิชัยบอกว่าต้องซ้อมก่อนออกอากาศจริง แต่ผมคิดว่าระดับเราออกทีวีเป็นขนมแล้ว จะซ้อมทำไม กนกก็เหมือนกัน แต่บ่นไปอย่างนั้น สุดท้ายก็มา และ ได้รู้ว่ามีประโยชน์มาก จนทุกวันนี้ไม่ว่าผมจะทำรายการใหม่ คู่กับใครที่ไหน รู้ว่าคุณเก่ง แต่ต้องซ้อมเพื่อให้จังหวะเข้ากัน .. ก่อนหน้านั้น ถึงจะจัดรายการวิทยุด้วยกัน แต่ผมกับกนกไม่ได้เห็นหน้ากันหรอกนะ เพราะใช้ฮัลโหลเอา พอมานั่งประจันหน้าอารมณ์จึงขึ้น ชนิดที่บางทีหัวเราะกันจนแทบจัดรายการต่อไม่ได้ .. บางคนอาจจะยังจำได้ สรยุทธเป็นธรรมชาติมาก ปัดแก้วกาแฟหก ไม่ต่ำกว่าสามครั้ง ยกกระดาษขึ้นมาน้ำหยดติ๋งๆ กล้องพยายามซูมเข้ามาใกล้เพื่อไม่ให้เห็นสภาพโดยรวม แต่ผมบอกเลย คุณผู้ชมครับ กาแฟหก บางทีออกท่าทางมากไปจนปากกากระเด็น ก็ก้มเก็บ คิดว่าคนดูก็คงอยากให้เก็บปากกาก่อน มันกระเด็นไปเห็นๆอยู่ อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลย

เก็บตกจากเนชั่น ... จึงเหมือนน้ำจิ้มสุกี้ที่มีรสหวาน มัน เปรี้ยว ส่วนรสเผ็ดมาอยู่ที่ คม ชัด ลึก ที่ทุกคนรู้จักในนามทอล์คหลังข่าว วางตัวพิธีกรไว้ว่าเป็น สุทธิชัย - สรยุทธ และเกือบจะใช้ชื่อว่า ห้องแถลงข่าว คอนเซ็ปต์คงประมาณว่าให้คนที่เกี่ยวข้องกับข่าวมานั่งพูด แต่ผมคิดในมุมกลับว่า ถ้าคุณมาแถลงแล้วผมจะต้องถามทำไม คุณสุทธิชัยไม่ว่าอะไร แต่ให้ไปคิดชื่อใหม่มา .. แล้วผมก็คิดถึงกล้องที่มีโฟกัสแบบชัดตื้น กับชัดลึก ความหมายคือสิ่งที่คุณเห็นจากที่อื่น ข้างหน้าอาจจะชัด แต่ข้างหลังเบลอ ถ้าดูรายการนี้ ข้างหน้าคุณอาจจะรู้แล้ว แต่ผมจะทะลวงข้างหลังมาให้เหมือนเจาะลึกเบื้องหลัง จึงตั้งใจให้ชื่อรายการเป็น ชัด ลึก แต่คุณสุทธิชัยบอกสั้นไป ไม่ติดปาก หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป คุณสุทธิชัยเดินมาบอก ต้อง คม ชัด ลึก เมื่อเจ้านายเคาะแล้วอย่างนี้คือจบ แม้ผมจะคิดในใจว่าชื่อหนังจีนกำลังภายในหรือนี่

คุณสุทธิชัยอธิบายว่า ... มันสื่อถึงคำถามที่คม ชัดเจน และลึก คนละความหมายกับที่ผมเสนอ ฉะนั้นแรกๆ ที่ทำรายการ พอบอก .. สวัสดีครับ คุณผู้ชม นี่คือรายการชัด ลึก ส่วน คมหายไปในคอ เพราะอาย คำว่า คม มันเหมือนชมตัวเอง ถ้าเราเป็นคนดูคงอยากแซว คมนักเหรอ มีอาการต่อต้านเล็กน้อย ทำไปได้สักพักถึงจะพูดได้อย่างมั่นใจ จบเรื่องชื่อ มาถึงสัดส่วนการทำรายการระหว่างผมกับคุณสุทธิชัย ที่แรกตั้งใจว่าคุณสุทธิชัย 3 สรยุทธ 2 แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าเรื่องเล็กๆ ก็ไม่อยากให้ถึงมือระดับบรมครู ยกเว้นมีเรื่องใหญ่ ซึ่งบางทีมีติดต่อกัน คุณสุทธิชัยก็ทำสามวันรวดได้ แต่ธรรมชาติของข่าวไม่มีเรื่องใหญ่ให้ทำทุกวันหรอก ฉะนั้นบางอาทิตย์สัดส่วนอยู่ที่ 4 : 1 บางที 5 : 0 ผม 5 คุณสุทธิชัย 0 จนมีคนนินทาว่าอย่างนี้เมื่อไหร่เขาจะได้ทำ มิต้องรอเรื่อง ระดับปรมาจารย์เลยหรือ

โธ่ ... จะให้ไปบอกว่าเรื่องนี้คุณสุทธิชัยน่าจะทำนะครับ ใครจะกล้า เลยกลายเป็นว่า ถ้าเขาอยากทำเรื่องอะไรจะบอกเอง พวกเรามีหน้าที่ตามแขกให้ได้ ถ้าไม่ได้ ผมก็อาจจะทำเรื่องนั้นแหละ แต่เป็นแขกคนอื่น หรือ เปลี่ยนเรื่องไปเลย แนวที่คุณสุทธิชัยจะทำก็ประมาณเรื่องต่างประเทศ เรื่อง ดวงดาว หรือนักธุรกิจใหญ่ๆ ส่วนผมลงได้ทุกระดับ ตั้งแต่ไม้ซุงจนถึงไม้จิ้มฟัน

แต่ ... ผมไม่ใช่เด็กดีนักหรอก บางทีเจอเรื่องที่ไม่อยากทำก็ออกฤทธิ์บ้าง ครั้งหนึ่งคุณสุทธิชัยสั่งให้ทำเรื่องอะไรจำไม่ได้ ผมไม่พอใจแล้วหนีกลับบ้าน แถมมีคำพูดก๋ากั่นแบบประชดกันเองกับทีมงาน ประมาณอยากทำ ทำเองสิ ไม่คิดว่าจะไปเข้าหูคุณสุทธิชัย โอ๊ย โดนอบรมชะประมาณโทษประหาร ซึ่งก็คือ การสอนที่ยอดเยี่ยมอีกอย่างหนึ่งว่า คนทำข่าวต้องทำให้ได้ทุกเรื่อง ไม่มีข้อยกเว้นหรอกว่าเรื่องนี้ถนัด เรื่องนี้ไม่ถนัด ถ้าไม่รู้ก็เตรียมตัวทำการบ้าน ไม่ใช่หนีปัญหา

ฉะนั้น ... ไม่ว่าอิรักถูกสหรัฐฯ ถล่ม หรือ ดาวอะไรโคจรมาในรอบร้อยปี พันปี ก็ต้องรู้ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุดสำหรับวันนั้น ถ้าทำดีมาแทบตาย แต่วันสำคัญดันพลาด ก็จบกัน คิดดูว่าผมต้องแก้ปัญหา วันอย่างนี้มาตลอด 3-4 ปี จะว่าไป คม ชัด ลึก ก็คือ ถึงลูกถึงคน ตอนที่ยังเป็นวุ้น ทำอะไรต้องให้ถึงแก่นจริงๆ จำเรื่องปลาปักเป้าได้ไหม รายการอื่นเขาเอารูปมาให้ดู ผมบอกทีมงานว่า ต้องเอาตัวมันมาเลย มีพิษไม่มีพิษต่างกันอย่างไร แล่ให้ดูด้วย เล่นเอาเหม็นคาวหึ่งไปทั้งห้องส่ง เป็นต้น

อีกรายการ ... ที่ผมภูมิใจคือ ก๊วนกวนข่าว วันหนึ่งผมคุยเล่นกับเพื่อนๆ โดยคุณสุทธิชัยอยู่ด้วย ว่าสถานีเรามีคนปากจัดเยอะเลย .. นอกจากผมยังมี .. กนก .. โสภณ .. กฤษณะ .. แอนดรูว์ .. น่าจะจับมาทำรายการด้วยกันนะ ให้ชื่อ แก๊งกวนข่าว

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ... มีคนบอกว่า คุณสุทธิชัยทวงเทปตัวอย่าง ผมบอกพูดเล่น แต่คุณสุทธิชัยเอาจริง เลยต้องไปถามอีกสี่คนที่เหลือว่าจะยอมมาเจอกันไหม ปรากฏว่าทุกคนตกลง แล้วก็เปลี่ยนเป็น ก๊วน แทน แก๊ง ซึ่งแรงไป คำว่า ก๊วน อาจหมายถึงกลุ่มก้อน หรือ เป็นคำเน้นเสียงให้มันกวนยิ่งขึ้น รายการนี้จึงได้คนบุคลิกต่างๆ มาให้ความเห็น ซึ่งบางทีความต่างก็ทำให้ความเห็นบางอย่างแรงไป แต่บางวันคนดูที่ว่าขำแล้ว พวกเราคนทำ หัวเราะกันน้ำหูน้ำตาไหล จนแทบทำรายการต่อไม่ได้ คนดูจึงได้เห็นว่า สรยุทธก็ยิ้มเป็น หัวเราะเป็น ทำได้พักเดียว ตอนหลังเกิดเหตุจำเป็นให้ต้องลาจอไป ผมขอไม่เล่าถึงสาเหตุก็แล้วกัน แค่นึกถึงด้วยความเสียดายเท่านั้น .. พอ ก๊วนกวนข่าว จากไป ก็เกิดอุบัติเหตุปลั๊กหลุด ถ้าใครจำได้ ช่วงนั้น มีข่าวไม่ดีอะไรสักอย่าง แล้วนายกฯ ทักษิณบอกว่า เป็นฝีมือของปีศาจคาบไปป์ ตอนเช้า บ.ก.กับทีมงานประชุมกันแล้วว่าไม่สัมภาษณ์เรื่องนี้ แต่ผมไม่รู้เรื่อง ความที่มาถึงสถานีก่อนเวลาออกอากาศไม่กี่นาที และมีอิทธิฤทธิ์บารมีพอสมควร พอสั่งให้ตาม คุณประสงค์ สุ่นสิริ มาสัมภาษณ์เรื่องข่าวนี้ ทีมงานเลยตามให้

สัมภาษณ์เรียบร้อย ... ถึงรู้ว่ายูบีซีไม่ได้ออกอากาศ ออกแต่วิทยุ ได้รับคำอธิบายในเวลาต่อมา สรุปได้ว่า ปลั๊กหลุด ผมไม่รู้เบื้องหลังทั้งหมด รู้แต่ว่าหลังจากนั้น เนชั่นออกแถลงการณ์ว่า .. สุทธิชัย .. สรยุทธ .. กนก .. หยุดทำรายการ ส่วนเนชั่นแชนแนลจะปรับปรุงเป็นรายการเศรษฐกิจ
ทำโน่นทำนี่ไปพักหนึ่ง .. แล้วในที่สุดเราก็กลับมาเกือบทุกรายการ .. ยกเว้น วิเคราะห์ข่าวตอนสามทุ่มของผม ประมาณว่าเพื่อความปลอดภัยของสถานี ผมจึงเหลือ เก็บตกจากเนชั่น กับ คม ชัด ลึก

กลับมาคราวนี้ ... คนสงสัยเยอะว่าทำไม คม ชัด ลึก ไม่ทำเรื่องการเมืองอีกเลย ทำแต่สังคมกับอาชญากรรม เรื่องนี้ขอยืมคำพูดของกนกมาชี้แจงอีกทีว่า ถ้าเราจะทำแกงเผ็ด แต่รู้ตัวว่าทำเผ็ดไม่ได้ สู้ไปทำแกงอย่างอื่นให้อร่อยดีกว่า ก็ต้องบอกคนดูว่า เราจะแกงจืด เพราะถ้าทำแกงเผ็ดในสถานการณ์อย่างนี้ มันไม่อร่อย ผมคงไม่สามารถ เล่าอะไรมากไปกว่านี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องขอบคุณโชคชะตาฟ้าลิขิต ที่ให้ผมได้ทำเรื่องสังคม อาชญากรรมอย่างสึกซึ้ง ซึ่งสมัยก่อนใครจะไปคิดว่า จะทำเรื่องขโมยขโจรได้นานตั้งชั่วโมงครึ่ง แต่เมื่อโจทย์บอกว่าต้องทำให้ได้ เลยได้มาอีกหนึ่งวิชา

ผมพูดเสมอว่า ... ถ้าไม่มีเนชั่นแชนแนล ก็ไม่มีสรยุทธ ที่เล่ามาทั้งหมดไม่ใช่เพื่อจะบอกว่า ลิขสิทธิ์น้ำจิ้มถ้วยนี้ เป็นของผม แต่ถ้าบอกว่า ผมไม่มีสิทธิ์ ที่จะเอาสูตรมาใช้เลยคงไม่ถูก

หรือ ... ถ้าเปรียบเนชั่นแชนแนลเหมือนสะพาน ก็เป็นสะพานที่สูงชันกว่าจะไต่ขึ้นไปได้เหนื่อยยากแทบขาดใจ แต่พอถึงขาลงมันก็ช่วยผ่อนแรง ส่งเราเข้ามาอยู่ในเวทีที่เป็นตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แม้จะตื่นเต้นก็เถอะ

ฉะนั้น .....
ไม่ว่าผมจะเดินอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีวันลืม สะพานแห่งนี้แน่นอน


----------------------------------------------------------------------------------------------




เข้าสู่แสงสี

ผมอยู่เนชั่นมาจนเข้าปีที่ 15
ก็รู้สึกอยากออกไปยึดเส้นยึดสายนอกบ้านบ้าง


จำรายการ ... เกมจำจัดจุดอ่อน ที่คุณอ้อ .. กฤษติกา คงสมพงษ์ เป็นพิธีกรกับวลีเด็ด คุณคือจุดอ่อน ได้ไหม ช่วงที่รายการพีคสุดๆ คุณสุทธิชัยเชิญพี่งัด .. สุพล วิเชียรฉาย มาสัมภาษณ์ ผมเลยได้รู้จัก พูดคุยกับพี่เขามาเรื่อยๆ จนได้รับการทาบทามให้เป็นพิธีกรรายการ กล่องวิเศษ ตอนนั้นเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทำไมถึงยากหรือครับ .. คิดดูว่าคนที่ทำรายการทอล์คหนักๆ สัมภาษณ์ในข่าว ไม่ใช่ทอล์คโชว์ด้วยซ้ำ แต่จะข้ามขั้นเป็นเกมโชว์ แถมยังต้องไปแทนที่รายการดังคือ เกมกำจัดจุดอ่อน ความคาดหวังและการเปรียบเทียบจะสูงมาก ที่สำคัญ นึกภาพไม่ออกว่าบุคลิคอย่างผมน่ะหรือจะทำเกมโชว์ แต่ขอบอกว่ารายการนี้ไม่ใช่เจ้าแรกที่มาทาบทาม ก่อนหน้านี้ มีทั้งทอล์คโชว์ เป็นเกมโชว์อีกต่างหาก .. ตอนที่เขาอธิบายคอนเซ็ปต์รายการให้ฟัง ผมเข้าใจเอาเองว่าคงคล้ายๆ 20 คำถาม ผู้แข่งขันถามไล่มาเรื่อยๆ เพื่อจะรู้ว่าอะไรอยู่ในกล่องผมมีหน้าที่บอกว่าใช่หรือไม่

คิดว่า ... ตัวเองจะเป็นเหมือน คุณดำรง พุฒตาล สมัยก่อน ที่ทำเกมคนเก่งเป็นโชว์แบบวิทยาการ แต่ผมเข้าใจผิด เพราะเขาตั้งใจให้รูปแบบเป็นเกมโชว์จริงๆ โชว์แสงสี

ถ้าชื่อเกมกล่องเฉยๆ ยังดูทรงภูมิบ้าง
แต่เมื่อเติมคำว่าวิเศษ มันแฟนตาซีเลยนะ


พอรู้สึกว่า ... ตัวเองคิดผิดก็ไม่ทันแล้ว เพราะเกมกำจัดจุดอ่อน ครบกำหนดดีลกับเมืองนอกจึงต้องเลิกไป และ รายการใหม่ต้องเสียบแทนทันที ทุกอย่างต้องเร่ง ผมจึงไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อกลับลำไม่ได้ก็ชั่งน้ำหนักว่า เรายังมีภาพที่แข็งแกร่งอยู่ใน รายการ จันทร์-ศุกร์ เช้า-ค่ำ ต่อให้ไปเล่นอย่างไร แค่วันพฤหัสฯ วันเดียว คนก็ยังเห็นว่าเราเป็นเก็บตกฯ กับ คม ชัด ลึก ลืมไปอย่างหนึ่งว่า ภาพแข็งที่ว่าเป็นเคเบิล ส่วนเกมโชว์เป็นฟรีทีวีช่อง 3 แถมเวลาไพรม์ไทม์ด้วย โทรปรึกษาพี่งัดว่า ถ้าผมทำแล้วรายการไปไม่ไหว สักสามเดือนจะเดินเข้าไปขอเลิก เพราะถ้าเร็วกว่านั้น เขาคงทำอะไรไม่ทัน หรือถ้าพี่งัด เห็นว่าผมไม่ไหวก็บอกได้เหมือนกัน .. จากนั้นก็ถอยหลังไม่ได้ ทีแรกเขามีมุขปิดตัวพิธีกรแล้วให้คนดูทายกันเข้ามา ยังนึกขำว่าใครจะรู้จักเราวะ แต่ตอนหลังคิดว่าดีเหมือนกัน อย่างน้อยถ้าทำสามเดือนแล้วไม่ได้เปิดเผยตัว ตอนที่หายไปจะได้เป็นปริศนาไว้อย่างนั้นว่าเป็นใคร .. แล้วผมก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย เช่น เคยไปถึงสถานีก่อนทำรายการอย่างมากครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง ไม่เคยเจอแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดเยอะๆ แต่วันบันทึกเทปครั้งแรกเขานัดสิบโมง แล้วต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไปถึงตื่นตาตื่นใจ เห็นเขาเซ็ทอุปกรณ์ เซ็ทไฟ มีคนมาเป็นองค์ประกอบเต็มไปหมด ส่วนผมถูกจับไปนั่งอ่านสคริปต์อยู่ในห้องเล็กๆ ปัญหามาอีกแล้ว เพราะชีวิตนี้ ไม่เคยมีสคริปต์ ก็ต้องอาศัยว่า จับประเด็นให้ได้ แล้วพูดตามประสาเรา

ความจริงวันนั้น ... เตรียมว่าจะทำสองเทป นัดดาราสองชุด แต่ต้องหดเหลือเทปเดียว เพราะหลายอย่างยังไม่ลงตัว เช่น ตอนเปิดกล่องเพื่อเฉลยปริศนาที่อยู่ข้างใน ความที่กล่องคงหนักเลยหล่นโครมลงมา ต้องเปลี่ยนกล่องใหม่ .. คนอื่นได้ออกไปพักกินขนม กินน้ำ ส่วนผมวันนั้นทั้งวันต้องอยู่ในห้องเล็กๆ สีดำ ไปไหนไม่ได้ เหมือนติดคุก จะเข้าห้องน้ำก็ต้องมีต้นทางคอยดู เพราะต้องไม่ให้ใครเห็น บรรยากาศวันนั้น คนทำไม่สนุกแน่ๆ คนเล่นก็ไม่น่าจะสนุก เพราะกินข้าวไปแล้วสองมื้อ ก็ยังถ่ายเทปแรกไม่เสร็จ คนที่ตกรอบก็กลับไม่ได้ ต้องนั่งรอมืดๆ เพราะเกมอาจจะพลิกว่า ถ้าคนที่เข้าแจ๊คพ็อตพลาด อาจจะโยนรางวัลให้ใครก็ได้ รู้เลยว่านักแสดงเก่งจริงๆ ช่วงรอ เขาอาจจะเซ็ง แต่พอเริ่มใหม่ ก็สนุกได้ทันที ขณะที่สรยุทธทำไม่ได้ เครียดหลายอย่าง ไหนจะห่วงงานทางนี้ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะอัดเสร็จ ไหนจะห่วงทางโน้นคือ คม ชัด ลึกที่เริ่มรายการสี่ทุ่ม ผมนั่งลุ้นเครียดอยู่คนเดียว ไม่กล้าพูด เพราะถ้าพูดออกไป ทุกอย่างที่เขาเตรียมมาทั้งวัน ทั้งคน ทั้งงบประมาณก็จบ จะหนีก็ไม่ได้ คนทางนี้เป็นร้อย

ส่วนทางฝั่ง คม ชัด ลึก ... วันนั้นผมจำได้ว่าทำเรื่องบ้านเอื้ออาทร มีผู้ว่าการเคหะ รัฐมนตรีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีกสามสี่ท่าน ทุกคนต้องนั่งรอเพราะพิธีกรไม่มา จนสามทุ่มสี่สิบห้า พอทางกล่องวิเศษโอเค ผมขึ้นรถได้ก็เหยียบ 160-180 โทร.บอกให้ทีมงานหยิบสูทในห้องมาเตรียมไว้ แล้วยิงโปรโมทถ่วงเวลาไปก่อน ซึ่งกว่าจะไปถึงเกือบห้าทุ่มแล้ว สภาพก็ดูไม่ได้ หน้าซีด หัวกระเซิง ท่อนแรกของรายการสรยุทธเหมือนผีดิบ แขกทุกท่านก็ดีมาก ไม่ว่าอะไร ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้ใหญ่เนชั่นก็ไม่ว่า เลยยิ่งรู้สึกผิด เป็นความผิดพลาดของผมที่ทำให้งานเสีย จากวันนั้น ก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะเสียด้วยกันทุกฝ่าย .. กลับบ้านก็นอนไม่หลับ และ ขอสารภาพว่ากล่องวิเศษ เทปแรกที่เคยบอกทีมงานว่าดู ความจริงต่อให้เอาปืนมาจ่อหัวผมก็ไม่ดู ไม่กล้าดู เพราะมันไม่มีทางที่จะสนุกหรอก

รุ่งเช้า ... กนกดันโพล่งถามอีกว่า เมื่อคืนคุณไปออกเมจิกบ็อกซ์มา หรือ ผมตกใจ เพราะลืมเตี๊ยมว่าห้ามถาม เนื่องจากรายการให้ปิดเป็นความลับ ถ้าไม่พูดก็เหมือนยอมรับว่าใช่ ปฏิเสธก็โกหก เลยต้องทำเป็น ดุตวาดไปว่า เมจิกบ็อกซ์อะไร แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง .. วันนั้นตั้งใจจะบอกพี่งัดว่าไม่ทำแล้ว แต่พอเจอตัวกลับพูดไม่ออก เลยบอกตัวเองว่าค่อยๆ ปรับไปแล้วกัน ซึ่งอาการก็ไม่ดีนักในสามเดือนแรก รายการน่ะไม่เท่าไหร่ แต่สรยุทธถึงขั้นโคม่า .. คล้ายๆ รู้ว่าไปไม่รอด แต่เลิกไม่ได้ ยังไม่ครบสามเดือนเขาก็เปลี่ยนมุขให้เปิดตัวพิธีกร ซึ่งก็ขำอีก เพราะตั้งแต่ทำงานมา ไม่ว่าผมจะหยิบอะไร จะหันทางไหน ทั้งกล้องทั้งเสียงต้องตามผม ไม่เคยตามกล้อง จึงไม่สามารถหันได้อย่างฉับไวเหมือนคนอื่นๆ เลยนั่งตัวแข็ง ไม่รู้จะหันทางไหนดี เหมือนนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ในที่สุดเขาคงทนกันไม่ไหว บอกว่าคุณสรยุทธหันตามสบายเลย เดี๋ยวผมตามเอง

นั่นคือ ... ด้านลบที่มีแต่ความเครียด ความกดดัน ส่วนด้านบวก ก็เหมือนเราได้อยู่ในอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกใหม่สำหรับคนไม่มีประสบการณ์ ได้เรียนรู้ว่าการทำงานกับคนร่วมร้อยต้องมีทีมเวิร์ค รู้ระบบกลไก ได้เจอกับกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก เช่น ดารา ว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาอย่างเรานี่เหละ .. พอเริ่มชิน ช่วงหลังทีมงานก็ชมว่า มีมุข เช่น ล้อเลียนรายการขายตรงทางทีวี โอ้จอห์น คุณทำได้อย่างไร มุขประจำตัวคือจิ๊กโก๋ปากซอย วันนั้นใครสวยที่สุดเสร็จผม เพราะจะหยอดแหย่เล่นกับเขาเป็นพิเศษ ซึ่งบางทีเขาก็สู้ อ๋อ ชอบมานานแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวให้เบอร์โทรนะคะ วันไหนไม่แหย่สาวก็แกล้งตลก แต่พอคนเริ่มจับทางได้ก็ต้องเปลี่ยน .. ตอนหลังกลายเป็นเกมโชว์สาระ อันนี้ต้องโทษผมเองที่พยายามให้เขาหาสาระมาใส่ อย่างขิมนี้มาจากไหน มีที่มาอย่างไร จึงกลายเป็นว่า สาระก็ไม่ใช่ เกมโชว์ก็ไม่เชิง แต่สบายใจขึ้นมาหน่อยเวลาคุยกับใคร รายการฉันมีสาระนะ

ผ่านช่วงปรับตัวมา ... รายการก็ค่อยๆเริ่มอยู่ได้ แต่ทางธุรกิจแค่อยู่ได้ไม่พอ ผมยังบอกผู้ใหญ่ช่อง 3 ให้ถอดเถอะ เพราะมีข่าวลือ แต่ผมรู้ว่าเป็นข่าวจริง ว่าเขาเตรียมรายการใหม่มาเปลี่ยนตั้งแต่แรกๆ แล้ว สิริรวม กล่องวิเศษ จึงมีชีวิตอยู่ประมาณ 9 เดือน ซึ่งพอจะเลิก ผมก็ออกจากเนชั่นพอดี เกิดข่าวใหญ่โต โฆษณากลับกระเตื้องขึ้นมา เห็นได้ชัดว่า พออยู่ได้มากขึ้น แต่ไม่ทัน .. ถึงอย่างไรคงต้องบอกตรงๆ ว่าผมเข็ดกับเกมโชว์ มันคงจะเป็นครั้งแรกและเชื่อว่าคงเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะมีคนบอกว่าเห็นแววอย่างไร คงไม่โอเคอีก ทำเป็นเล่นไป ผมเกือบได้ทำรายการเกมของช่องใหญ่ประมาณอะไรระทึกๆ ด้วยนะ เขาโน้มน้าวถึงขนาดว่าเกมนี้ออกแบบมา เพื่อผมโดยเฉพาะ แหม ผมก็เกรงใจ แต่แค่ กล่องวิเศษยังระทึกขนาดนี้พอเถอะ

ถ้าใครว่านี่คือความผิดพลาดเสียหาย .....
ก็ปลอบใจตัวเองว่าเสียอะไร เรายังมีอย่างอื่นทำอีก

ถ้าใครว่าล้มเหลว .....
ก็จะบอกว่า คิดว่าสรยุทธจะประสบความสำเร็จเหมือนคุณปัญญา คุณไตรภพหรือ ไม่มีทางอยู่ แล้ว

ถ้าอย่างนั้นไปทำไม .....
ก็ไปหาประสบการณ์ไงเห็นไหม เตรียมคำตอบไว้เสร็จ

พอ กล่องวิเศษ อวสานไป ก็ได้ทำ จับเข่าคุย คราวนี้ กลับมาเป็นตัวผมเต็มที่ เนื้องานสนุกตรงที่ได้ค้นหาตัวตนของคนวงการบันเทิง ที่มีแต่คนพูดให้ได้ยินว่ามักเสแสร้ง ไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง มันยากตรงที่ถ้าเป็นนักการเมือง คนมักจะคาดหวังให้ถามแรง แต่กับดาราถ้าถามแรงจะโดนด่า เขาทำอะไรให้ประเทศชาติเจ็บซ้ำน้ำใจหรือ ถึงต้องไปคาดคั้น ขนาดนั้นพอถามเบา คนถามก็โดนว่าหมดฟอร์ม .. แต่ข้อหาใหญ่คือเขาว่าสรยุทธหลงแสงสี ซึ่งถ้าหลงจริง หาอะไรที่มันง่ายกว่านี้ทำไม่ดีหรือ คุณไม่รู้หรอกว่า ผมถูกทาบทามมาร้อยแปดพันอย่าง ด้วยตัวเลขรายได้ที่เรียกว่าปฏิเสธยาก .. เป็นต้นว่า ให้เล่นละครโทรทัศน์เรื่องดัง บทสำคัญด้วย หนังก็มี แล้วยังพรีเซ็นเตอร์โฆษณาอีก คือ ทุกอย่างที่คนคาดหวังจากดารา แต่ผมยืนยันว่า ผมไม่ใช่ดารา ปาฏิหาริย์จึงไม่มีทางเกิดขึ้น

จับเข่าคุย .....
วันนี้สำหรับคนทำ ผมว่าลงตัว แต่กับสถานีและคนดูไม่รู้นะ

จากที่ทำมา ... ผมชอบหลายเทป ไม่ว่าจะเป็น .. ยุทธเลิศ สิปปภาค .. บงกช คงมาลัย .. สู่ขวัญ - โชค บูลกุล .. เมทินี กิ่งโพยม ... ฯลฯ และ เชื่อว่าคนดูก็น่าจะทั้งสนุก และ ได้สาระจากเรื่องราวในชีวิตของเขาและเธอเหล่านี้ .. ขอยกตัวอย่างลูกเกดก็แล้วกัน ผมว่าเขาน่าสนใจ เป็นผู้หญิงที่ผ่านอะไรมาเยอะ มั่นใจตัวเอง อดทนอย่างน่าชื่นชม ผมคิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่า ลูกเกดคล้ายๆ ผม ตรงที่เคยเสียคนโดยที่ไม่มีเหตุผล พ่อแม่แยกทาง แม่ทำงานหนัก เลี้ยงลูกสี่คน เกเร ไม่อยากเรียน หนีออกจากบ้าน ...ฯลฯ มีจุดเปลี่ยนของชีวิต หล่อหลอมความเป็นลูกเกดจนถึงวันที่ชีวิตน่าอิจฉา น้อยคนที่ผ่านมาได้ และ น่าจะเป็นตัวอย่างของนักสู้ได้อีกคนหนึ่ง

ขอบคุณทีมงาน กล่องวิเศษ ... ที่ท้าทายหลอกล่อให้ผมเดินเข้าไปหาประสบการณ์ในอีกแวดวงหนึ่ง ความจริงที่ต้องยอมรับคือผมไม่ถนัด แต่ถ้าไม่เดินเข้าไปในกล่องใบนั้น วันนี้ผมคงไม่มีภาพอีกภาพหนึ่ง ก็ภาพที่คุณเห็นใน จับเข่าคุยนั่นไง

จะว่าผมเข้าไปสัมผัสแสงสีของโลกมายาเต็มตัวก็ไม่ผิด 
----------------------------------------------------------------------------------------------



อุบัติเหตุชีวิต

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ .....
แต่ผมก็ยังย้ำว่าเรื่องนี้เป็น อุบัติเหตุ
เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมได้รับการติดต่อให้เป็นพิธีกรรายการกล่องวิเศษ

ผมว่า ... คนอื่นก็อาจจะได้รับการทาบทามจากที่ต่างๆ เยอะแยะ แต่ผมเป็นคนแรกที่เปิดประเด็น ในความคิดผมตอนนั้น เนชั่นเหมือนน้ำเดือด เป็นองค์กรใหญ่ มีบุคลากรที่มีความสามารถเยอะ จึงต้องมีรูระบายให้ออกไปเก่งข้างนอก ผมทำเก็บตกฯ กับ คม ชัด ลึก มาสามสี่ปี เริ่มอยากฉีกแนวออกไปบ้าง ส่วนเรื่องรายได้พิเศษ เป็นแค่เสี้ยวของเหตุผล เพราะผมก็เป็นมนุษย์ปุถุชน แต่ขอยืนยันว่า ผมไม่เคยทำอะไรหรือรับปากใครโดยไม่บอกกล่าวผู้ใหญ่ในเนชั่น

เมื่อ ... ได้รับการทาบทาม ผมก็บอกผู้ใหญ่ ซึ่งคำตอบคือโอเค ไม่มีปัญหา เพียงแต่เขาไปเสนอรายการที่มีผมเป็นพิธีกรไว้กับช่องอื่นด้วย เลยกลัวว่า ถ้าไปทำ กล่องวิเศษ ทางนี้จะลำบาก

แต่ในที่สุดก็พูดกันว่า .....
ผมคงไปไม่รอดหรอก ปล่อยไปลองดูก็แล้วกัน


และ ... ผมก็ได้รับการบอกกล่าวอย่างเป็นทางการว่า ถ้ามีใครทาบทามไปทำอะไร ไม่ต้องกลัว แต่ให้มาบอก จะได้ช่วยกันปรึกษาว่าเหมาะกับบุคลิคผมหรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้น ไม่ว่าจะมีรายการติดต่อเข้ามาอย่างไร ผมปฏิเสธหมด ทำรายการกล่องวิเศษ ได้สักพัก พี่งัดก็เล่าว่ากำลังจะทำรายการพูดคุยสบายๆ ตอนเช้า ซึ่งไม่ใช่รายการข่าว เขาจะมีพิธีกรหลักหนึ่งคน แล้วชวนให้ผมเข้าไปนั่งคุยนิดหน่อย สั้นๆ ครึ่งชั่วโมง แต่ผมไม่ต้องอยู่ทั้งครึ่งชั่วโมง นี่ไอเดียพี่งัดเขา ผมสนใจ เพราะมองว่ามันคนละรูปแบบ คนละตลาดกับรายการของเนชั่น ไม่ใช่รายการข่าว เวลาออกอากาศก็เช้ามากราวหกโมง เลยคิดว่าคงไม่มีปัญหา คิดไว้หมดเลยนะ ว่าจะเอารถมาจอดที่อ่อนนุช แล้วนั่งรถไฟฟ้าไปช่อง 3 ที่เอ็มโพเรียม เสร็จแล้ว ก็นั่งรถไฟฟ้ากลับไปอ่อนนุช แล้วค่อยขับไปทำรายการเก็บตกฯ ที่เนชั่น ซึ่งทันแน่ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ตกลง ทางพี่งัดให้เกียรติผมไปขออนุญาตเนชั่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก่อน

โยงมาจาก ... คราวที่แล้วว่าถ้ามีอะไรให้บอก จึงแจ้งไปตามขั้นตอน เพื่อให้เขานำไปหารือผู้ใหญ่ทีละขั้น ซึ่งผู้ใหญ่ที่รับเรื่องบอกว่าน่าจะเป็นไปได้ ผมเองยังกลัวว่าเดี๋ยวจะเป็นแบบอย่างให้คนอื่น เพราะเคยได้อภิสิทธิ์ไปทำรายการกล่องวิเศษแล้ว ยังเสนอเขาด้วยซ้ำว่า จะให้ผมออกจากการเป็นพนักงานก็ได้ แต่สภาพการทำงานทุกอย่างเหมือนเดิม เพื่อให้เขาตอบคำถามพนักงานคนอื่นได้ เขาก็รับปากจะไปปรึกษาผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ อีกที .. ผมยังรู้สึกผิดจนวันนี้ว่า ทำไมวันนั้น ผมไม่ยอมข้ามขั้นตอน เดินไปบอกคุณสุทธิชัยเอง อุบัติเหตุอาจจะไปเกิดขึ้น .. ผ่านไปหลายวัน พอทวงถามก็ได้รับคำตอบว่าไม่อนุญาต โดยไม่บอกเหตุผล เจอไม้นี้ใครที่รู้ธรรมชาติผมคงเดาออกว่าผมโวยแน่ครับ ผมตั้งท่าจะโวยจริงๆ ซึ่งปกติเวลาผมฮึดฮัดดื้อดึง ถ้าผู้ใหญ่เรียกไปด่าก็จบ แต่คราวนี้กลับเรียกประชุมหาคนทำงานแทนผมกันยกใหญ่ แล้วก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งได้รับมอบหมายให้มาบอกผมว่า วันจันทร์ไม่ต้องมาทำ เก็บตกฯ แล้ว คอลัมน์ที่เขียนก็พักก่อน ทุกรายการที่ผมทำ เขาหาคนมาทำแทน รวมทั้งรายการ คม ชัด ลึก ในคืนนั้น ถ้าเลือกที่จะไม่ไปทำกับช่อง 3 แล้วค่อยมาว่ากันว่าจะให้ทำอะไรต่อวูบเลย สรยุทธ

อารมณ์ยามนั้น ... ต้องย้ำว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ผมรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ออกโดยอัตโนมัติ พอเวลาผ่านไปแล้ว ถึงรู้สึกว่าเขาคงไม่คิดถึงขั้นให้ออก แต่วิธีการพูดของเขาบวกกับอารมณ์ของผม มันไม่อำนวยให้เกิดความเข้าใจในทางที่ดี การสั่งให้คนมาทำงานแทนทุกอย่าง ก่อนจะเรียกไปคุย .. ผมตีความได้อย่างเดียวว่า นี่คุณให้ผมออกใช่ไหม .. คิดตามความรู้สึกของคนที่ทำงานมา 15 ปี จะว่าเข้าข้างตัวเองก็ได้ มันน่าน้อยใจนะ คืนนั้นเลยออกมาฟูมฟายข้างนอกกับเพื่อนๆ ประมาณ .. ได้ไงวะ .. ตามประสาคนขี้โวยวาย ไม่คิดจะให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่รุ่งขึ้นพอมันออกมาเป็นข่าวก็กลับลำไม่ทันแล้ว

ข่าวออกมาในเชิงลบ ... ว่าผมมีเรื่องมีราวกับองค์กร เหตุการณ์บานปลายจนถึงขนาดนั้น คงถอยไม่ได้แล้ว แต่แอบคิดลึกๆ ว่าอาจจะออกมาสักพัก แล้วกลับเข้าไปใหม่ ยังคิดเป็นตุเป็นตะเลยว่า ถ้าเปลี่ยนใจไม่ออก คนเขาจะว่าเราสร้างข่าวเพื่อโปรโมทช่อง TTV ที่เพิ่งย้ายมาหรือเปล่า ในที่สุดคิดว่าคงต้องเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ ผมเลยขอนัดเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ .. วันนั้นคนเต็มห้องเลย ผู้บริหารของเครือทั้งนั้น คุยกันแบบเปิดอก ผมเล่าเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างนี้ๆ นะครับ แต่ผู้ใหญ่บอกว่าไม่รู้เรื่อง ทำไมไม่คุยกันก่อน ยังไม่ต้องออกหรอก กลับมาทำงานเหมือนปกติ แต่ก็ต้องไม่ไปทำช่อง 3 .. แต่อย่างที่บอกว่า ผมคงถอยหลังลำบากแล้ว

ในที่สุด ... หลังจากมีการชำระสะสางความรู้สึกที่ติดค้างในใจเรียบร้อย ไม่มีใครคิดในทางร้าย ต่อกัน ผมขอโทษและเสียใจที่เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ ทั้งที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ผมขอบคุณที่เนชั่นให้โอกาสมาตลอด แม้ว่าผมจะทำให้ผู้ใหญ่หัวเสียบ่อย ผมรู้สึกว่าเหมือนเป็นลูกคนเล็กของบริษัทที่มีนิสัย .. ดื้อ .. ซน .. มีพี่หลายคน .. คุณสุทธิชัยเหมือนเป็นพ่อ .. ผมยังบอกว่าถึงผมจะออกไปแล้ว ถ้าทำอะไรไม่ดี ทุกคนสามารถตักเตือนได้เสมอ ผมเป็นลูกที่ออกไปทำงานนอกบ้าน แล้ววันหนึ่งก็จะกลับมา วันนั้นจึงออกมาด้วยความรู้สึกที่ดี

แต่รุ่งขึ้น ... มีข่าวบรรยายเรื่องในห้องประชุมนั้นออกมาหมดเลย จะบอกว่ามีการมั่วคำพูดก็ไม่ได้ เพราะเนื้อความตรงกับที่ทุกคนพูดทุกอย่าง เราเป็นคนทำข่าวมานาน อ่านปุ๊บก็รู้เลยว่าใครในห้องเป็นคนให้ข่าว คำพูดนี้ใครพูด ทั้งที่ผมคิดว่าจบก็คือจบ เพราะตกลงกันว่าให้จบในห้องนั้น จะไม่มีใครไปพูดต่อข้างนอก ความรู้สึกจึงพลุ่งขึ้นมาอีก อันนี้ถือเป็นความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่ง วันนั้นใครจะลงข่าวอย่างไร ผมควรจะปล่อย ไม่ต่อความยาวสาวความยืด แต่คนกำลังเสียใจ กำลังโกรธ มันพูดยากเหมือนกันนะ .. ในข่าวบอกว่า ผมเห็นเนชั่นเป็นลูกเมียน้อย ช่อง 3 เป็นลูกเมียหลวง อ่านแล้วปรี๊ดขึ้น พอรายการ ที่นี่ประเทศไทยติดต่อมาขอให้ไปพูด เผอิญทีมงานกับผมเป็นพันธมิตรกันมานานในเรื่องอาศัยไหว้วานกันเรื่องข้อมูล ผมจึงตกลง ยอมรับว่าทีแรกทำไปด้วยอารมณ์ เพราะหนึ่งมีเรื่องที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าถูกซื้อตัว และ สอง ผมเคยด่าเขาไว้เยอะ อย่างนักการเมืองที่ถึงเวลามักจะหายหัว ไม่ยอมตอบอะไร ชอบทิ้งให้เป็นปริศนา พอมาถึงเรื่องของตัวเอง จะบอกผมไม่พูดครับคงไม่ได้

แต่ ... กว่าจะถึงเวลาออกอากาศ อารมณ์ที่ปรี๊ดก็เย็นลง ตั้งสติว่าจะไม่พูดให้ใครเสียหาย และเกิดประโยคเด็ดว่า ผมเหมือนลูกนกที่ตกจากรัง จนมีคนว่าพูดเหมือนนิยาย เตรียมบทมาพูดหรือเปล่า จะว่าเตรียมก็ได้มั้ง เพราะระหว่างทางที่ขับรถไปช่อง 5 ผมพยายามคิดว่าจะพูดอย่างไรไม่ให้เสียทั้งสองฝ่าย แต่ที่ดูเหมือนละครไปหน่อย เพราะผมเป็นคนชอบเปรียบเทียบ ณ เวลานั้นยังรู้สึกก้ำกึ่งว่า ถูกถีบลงมา หรือว่า ตกจากรังเอง ซึ่งวันนี้ ผมขอย้ำว่าตกลงมาเองครับ วันเกิดเหตุเขาตั้งใจจะบอกว่าคุณทำงานไม่ได้หรอก เครียด ไปพักผ่อนสักสองอาทิตย์แล้วค่อยกลับมาทำ ซึ่งถ้าบอกอย่างนี้ ตั้งแต่แรกมันก็ไม่แรง ตรงนี้ละ ชนวนของอุบัติเหตุลูกนกจอมซ่าตกรัง

วันต่อมา ... พอเข้าไปในออฟฟิศ ในห้องเล็กๆ ของผมที่มีโต๊ะทำงาน โต๊ะคอมพิวเตอร์ มีทีวีไว้ดูข่าว วิดีโอไว้เช็คเทป ทุกอย่างหายหมด ผมก็ เฮ้ย อะไรกัน ชีวิตผมคุ้นเคยอยู่กับการจัดรายการ เสร็จแล้วมางีบหลับที่นี่ พอตื่นก็ปิดต้นฉบับให้ทันวันละ 2 - 3 คอลัม น์ จู่ๆ ไม่มีแล้ว ลูกน้อง ผมเดินเข้ามาเห็นห้องยังตกใจ เกิดอะไรขึ้น ผมก็หัวเราะ แต่ในใจมันร้องไห้ .. ตอนที่ลงมือเก็บของ สะดุดใจกับของชิ้นหนึ่ง เป็นของขวัญที่แฟนรายการให้มา เป็นกรอบรูปที่ข้างในเป็นผ้าโครเชต์ ถักสัญลักษณ์ลิเวอร์พูล มีคำขวัญเขียนว่า You'll Never Walk Alone แต่นาทีนั้นรู้สึก โคตร Alone ผมเดินลงมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกลับบ้านปกติ มีแต่ใจที่มันไม่ปกติ .. จากวันนั้น มีหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งผมคิดไว้นานแล้วว่า ถ้ามีโอกาสต้องขอขอบคุณ .. เนชั่น .. คุณเทพชัย .. คุณสุทธิชัย .. ที่ทำให้ผมมีวันนี้ ผมรู้ว่ามีคนมองว่าผมทรยศ ทั้งที่เขาสร้างเรามา ซึ่งก็จริง บุญคุณทดแทนกันไม่หมดหรอก ถึงแม้หลายคนจะบอกว่า ออกมาแล้ว ดีจะตาย เพราะได้ทำ .. ถึงลูกถึงคน .. เรื่องเล่าเช้านี้ .. จับเข่าคุย แต่ผมก็ยังเสียใจ เพราะถ้าวันนี้ได้ทำรายการพวกนี้ โดยที่ยังอยู่ในบ้านเนชั่นคงดี แต่เวลาเจอผู้ใหญ่ในเนชั่น ผมก็ยังรู้สึกผูกพัน ไม่เคยลืม ผมจะลืมฐานที่มั่นของประสบการณ์ในชีวิตนักข่าวได้อย่างไรกัน ทุกวันนี้ เวลาขับรถบางทีเหม่อๆ เผลอขับไปเนชั่นก็มี สาบานได้

อยากจะคิดว่า ...
อุบัติเหตุเรื่องนี้ เป็นชะตาชีวิตเหมือนตอนที่ผมเลือกเรียนศึกษาผู้ใหญ่
หรือ เลือกเรียนสามปี แทนที่จะเป็นหนึ่งปี แต่คราวนี้ ชีวิตกำหนดให้ผมต้องออกมาลุย
ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ... แอบหวังว่าคนในบ้านที่เนชั่นคอยให้กำลังใจอยู่

----------------------------------------------------------------------------------------------



เดินสายหาที่ยืน

เคยตกงานไหมครับ .....
ใครเคยตกงาน โดยเฉพาะเป็นงานแรกที่ทำติดต่อยาวนานมานับสิบๆปี อย่างน้อยคงรู้และเข้าใจอาการของผมในช่วงนั้นได้ใกล้เคียง แรกเลยก็คือความที่เคยงานยุ่ง พอไม่ได้ทำอะไรก็คิดว่าทำไมชีวิตถึงว่างอย่างนี้ ฟุ้งซ่าน ไม่มั่นใจ ปริวิตกไปเรื่อยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อ

อาการวิตก ... ในที่นี้ไม่ได้กลัวว่าจะไม่มีงานทำ งานนะมี แต่นี่เป็นงานที่ทำมาทั้งชีวิต จู่ๆ ไม่ต้องทำแล้ว ก็เหมือนชีวิตขาดหาย ตื่นมาแล้วจะทำอะไร จะขับรถไปไหน ตกเย็นจะทำอะไร .. โชคดีอย่างหนึ่งว่า ผมเป็นคนไม่ฟุ้งเฟ้อ เลยพอมีเงินเก็บให้อุ่นใจอยู่บ้าง บ้านไม่ต้องผ่อน เพราะแม่เป็นคนซื้อ ยังไม่มีลูกจึงไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเทอม เรียกว่าไม่มีภาระหนักหนา เรื่องที่กังวลมากๆ คือเรื่องงาน อยู่เนชั่นถึงไม่มีรายการทีวี ก็ยังทำหนังสือพิมพ์ต่อได้ แต่ถ้าไปที่อื่น แล้วไม่เวิร์คจะทำอย่างไร ต้องเปลี่ยนอาชีพเลยไหม ฯลฯ ฟุ้งซ่านโอเวอร์ เหมือนคนที่มีปัญหามากที่สุดในโลก .. ทั้งที่ความจริงชีวิตก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังพอมีช่องทาง คือมีรายได้จากรายการ กล่องวิเศษ กับ เรื่องเล่าเช้านี้ แต่ก็มองในแง่ที่ ถ้ามันไม่ถาวร ทำไปสักหกเดือน เขาเลิกรายการ จะทำไง ตอนนั้นบอกตัวเองว่า ถ้าหมดทางจริงๆ จะกลับไปทำรายการวิทยุก๊อกๆ แก๊กๆ ถูไถไปก่อน คิดว่ามีความรู้พอ ประเมินจุดต่ำสุดของตัวเองเอาไว้ว่า ถ้าได้เงินเดือนๆ ละ 30,000 บาท น่าจะอยู่ได้แล้ว ซึ่งพอทำท่าว่าจะหาข้อสรุปได้ เดี๋ยวเดียวก็กลับไปที่คำถามเดิมว่า กูจะทำยังไงดีวะ วันๆ นั่งคิดวนอยู่แค่นั้น รายการที่เคยทำก็ไม่ดูเลย ไม่อยากดู มันเฮิร์ท

เครียดแค่ไหนคิดดู ... ออกมานั่งถอนหญ้าหน้าบ้านจนหญ้าโตไม่ทันถอน ทะเลาะกับหมา คุยกับนกไปเรื่อย แต่โชคดีที่ว่างอยู่แค่ไม่กี่วัน ด้วยความที่เป็นคนขี้เกรงใจ บวกกับกำลังเคว้ง พอใครเรียกไปคุยก็ไปหมด โดยไม่มีข้อสรุปชัดเจน ตอนนั้น ดีลหนักๆ อยู่กับช่อง 3 เพราะช่วงหนึ่งมีข่าวพาดหัวว่าผู้บริหารช่อง 3 จะไม่เอาสรยุทธแล้ว กลัวทางโน้นโวย ผมอ่านแล้วเคว้งเลย ดีที่ผู้ใหญ่โทรมาบอกว่า ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีปัญหา ทำใจให้สบาย แต่ผมสบายไม่ไหว เรารู้แล้วละว่าสิ่งที่อยากทำแน่ๆ คือข่าว แต่ยังไม่มีเวที .. ก็ตระเวนคุยกับบริษัทที่ผลิตรายการ .. ทีวี .. วิทยุ .. หนังสือพิมพ์ เรียกว่าใครเชิญไปกินข้าว ผมไปหมด ได้รับการเสนอให้ทำรายการนั้น รายการนี้ บางทีเปิดแผนกขึ้นมาให้เลย แต่จะต้องไปหาเวลาออกอากาศอีกที แล้วบางช่องเราก็รับทำไม่ได้ เพราะจะขัดแย้งกับช่อง 3

ตัดสินใจ ... เริ่มจากเวทีที่ใกล้ตัวและน่าจะเป็นไปได้ก่อน คือช่อง 3 ว่าขอปรับรายการ คุยข่าวเช้านี้ ให้เป็นเชิงข่าวมากขึ้น เขาบอก ต้องเกรงใจทางเนชั่นด้วย คิดดู ขนาดชื่อรายการสุดท้ายก็เป็น เรื่องเล่าเช้านี้ ยังไม่มีคำว่าข่าวเลย .. ต้องบอกว่า เพียงเพราะผมออกจากบริษัทก็ไม่มีสิทธิ์ทำข่าวอีกต่อไปแล้วหรือ แน่นอนว่า ถ้ายังอยู่ที่เก่า ผมก็ไม่ทำหรอก บางคนบอก .. ผมไปเอาสูตรการทำข่าวของเนชั่นมา .. อ้าว ผมก็เคยทำของผมมานะครับ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสูตร ก็ต้องแฟร์กับผมเหมือนกัน พอมาลงตัวที่ เรื่องเล่าเช้านี้ ก็เปิดตัวแบบสบายๆ เป็นการวิเคราะห์ข่าวสไตล์ผม แต่เบาลงหน่อย แล้วยังมีเพื่อน มี อรปรียา นั่งคู่กัน ก็ผ่านไปได้ ไม่มีปัญหาสำหรับช่อง 3 ถ้าหยุดอยู่แค่นั้นก็คงได้ แต่เมื่อไม่มีเก็บตกจากเนชั่น ไม่มี คม ชัด ลึก เวทีที่เป็นเอกลักษณ์ของผมจะหายไป เลยคิดว่าต้องดิ้นรนหาที่ทางเพิ่ม .. นึกได้ว่าก่อนหน้านี้เคยคุยกับ ผอ.มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ตอนที่ไปออกรายการ คม ชัด ลึก ผอ.บอกว่า สรยุทธมันดี ถ้ามีโอกาสคงได้ไปทำรายการที่ช่อง 9 บ้าง เลยมาลงตัวที่ช่อง 9 เพราะ ผอ.สามารถให้เวลาได้ทันที จึงมั่นใจอย่างหนึ่งว่าได้เวลาทำรายการสด 5 วันแน่นอน ติดแค่ว่าจะได้ 15 นาทีหรือครึ่งชั่วโมง สุดท้ายโชคดีได้หนึ่งชั่วโมงเต็ม .. ล่าสุดเป็นชั่วโมงครึ่งแล้ว

ผอ.บอกว่า ... เวลาห้าทุ่มจันทร์-ศุกร์ ฝรั่งเขาถือว่าดีนะ คนดูนิ่งแล้ว ผอ.ไม่รู้ว่าได้แค่นั้น ผมก็ดีใจมาก จนแทบเดินลงบันไดไม่ถูกแล้ว เพราะเดิมคิดแค่ขอให้มีเวทีให้ยืน ถึงจะดึกไปหน่อย แต่ถ้าได้เวลาที่คนเขาแย่งกันมากๆ ตอนสามสี่ทุ่ม แค่สองสามวัน หรือไม่ต่อเนื่อง มันก็ไม่สอดคล้องกับรูปแบบรายการที่ผมคิดไว้ ผมเสนอคอนเซ็ปต์รายการไปว่า จะนำเสนอเรื่องราวที่สังคม หรือ ประชาชนสนใจ หรือหยิบประเด็นปัญหาขึ้นมาให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นสไตล์ที่ผมถนัดเหมือนตอนทำ คม ชัด ลึก .. ผอ.เสนอว่า ประชาชนคนดูควรได้แสดงความเห็นผ่านการส่งข้อความรวมทั้งโหวตคะแนน .. ผอ.ขอผมสองอย่าง คือให้ปิดเป็นความลับ และ ขอให้มีการแถลงข่าวด้วย ชีวิตผมไม่เคยคิดว่าจะต้องไปนั่งแถลงข่าว แต่ด้วยความเป็นโมเดิร์นไนน์ ความเป็น ผอ.มิ่งขวัญก็ต้องทำ .. พูดถึงคอนเซ็ปต์รายการ ผมโดนนินทาว่ายก คม ชัด ลึก มาทำก็บอกกันตรงนี้อีกทีว่าตั้งใจ มันเป็นรายการที่ผมทำอยู่ทุกวันติดกัน 3-4 ปี ใครให้ผมทำรายการวาไรตี้ มาฆ่าผมดีกว่า เพราะ ตอนที่มีปัญหาออกจากเนชั่น ผมอยากเลิกทำรายการกล่องวิเศษ ด้วยซ้ำ เพราะถ้าไม่มีภาพที่แข็งแรงเรื่องข่าว มันจะเหมือนการฆ่าตัวตาย

ตอนนั้น ... มีคนว่าผมหลงแสงสี หลงเงามายา คนเราไม่ประสบความสำเร็จไปทุกอย่าง แล้ววันหนึ่งเขาจะสำนึกว่าเวทีของเขาอยู่ที่เรื่องข่าวเท่านั้น ฯลฯ ผมอยากตะโดนดังๆ ว่า ขอโทษทีเถอะ คุณคิดว่าสรยุทธไม่มีสติ ไม่รู้เชียวหรือ ว่าเวทีของเขาอยู่ไหน มีคนเสนอรายการวาไรตี้ เกมโชว์ให้เยอะแยะ ซึ่งถ้าคิดแค่เรื่องเงิน ผมก็จะเป็นสรยุทธที่ออกทีวีมากที่สุด แต่จะไม่มีสรยุทธอย่างใน เรื่องเล่าเช้านี้ หรือ ถึงลูกถึงคน ถ้าเป็นอย่างนั้น สู้ไม่ทำดีกว่า

ฉะนั้น ... ผมเลยไม่สนใจเสียงนกกา ตัวใหญ่ด้วย .. ลุยเตรียมงานต่อไป ซึ่งคนเป็นโรคหัวใจคงทำไม่ได้ เพราะมีเวลาให้ทำอะไร ไม่ถึงอาทิตย์ก่อนแถลงข่าว โอ๊ย ลุ้นกันหลายเรื่อง แค่ชื่อก็แทบแย่ ก่อนจะมาเป็น ถึงลูกถึงคน มีผ่านเข้ารอบประมาณ 100 ชื่อ คำว่า ถึงลูกถึงคน ผมคิดเป็นชื่อที่สอง แต่โดนค้าน เพราะเขากลัวว่า แขกจะกลัวชื่อรายการจนไม่กล้ามา บางชื่อไปพ้องกับชื่อคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ก็ต้องตัดทิ้ง แต่จะเน้นไปทางอารมณ์หนักหน่วงประมาณ ... แซะประเด็นขุดรากถอนโคน

คิดกันไปต่างๆ นานา ... จนนาทีสุดท้ายผมยืนยันความคิดเดิม ถึงลูกถึงคน ผอ.มิ่งขวัญก็โอเค ซึ่งผมให้เหตุผลว่า ถึงรายการจะไม่ได้ชื่อนี้ แต่ถ้าให้ผมเป็นพิธีกร ก็คงค่าเท่ากัน ได้ชื่อแล้วก็ยังมีปัญหาว่า ฝ่ายกราฟิกที่ทำไตเติ้ลรายการปวดหัวมาก เนื่องจากรูปลักษณ์ของตัว ..  ถุง .. ไม่สวย ทำเป็นชื่อรายการแล้วแปลกๆ จะแผลงไปใช้ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ก็ต้องพอใจในสิ่งที่มีดีที่สุด ขนาดว่าถึงขั้นสร้างฉากทำไตเติ้ลแล้ว แต่คนใน อ.ส.ม.ท.ไม่รู้เลยว่า พิธีกรเป็นใคร ทุกอย่างเป็นความลับตามที่ให้สัญญาไว้กับ ผอ. เวลาคุยงาน ผมเข้าไปช่อง 9 ไม่ได้ ต้องนัดมาเจอกันข้างนอก ไม่รู้จะลับประมาณกระเทือนความมั่นคง อะไรกันขนาดนั้น .. เพื่อไม่ให้มีปัญหา ผมจึงบอกทางช่อง 3 ตรงๆ ว่าต้องไปทำช่อง 9 ด้วยนะครับ อธิบายหลักการว่าผมต้องมีที่ยืน ซึ่งคิดว่าจะช่วยเสริมกันได้ การทำช่อง 9 ทำให้ผมแข็งเรื่องภาพลักษณ์ของข่าว ช่อง 3 จะเน้นไปทางสีสัน กลัวเหมือนกันว่า ผู้บริหารของบางกอกดราม่าจะยอมไหม เพิ่งออกจากเนชั่นไม่ถึงเดือน ต้องออกอีกที่หรือเปล่านี่ แต่โชคดีว่า เข้าใจว่าต้องเป็นแบบนั้น และเห็นใจว่า การที่เรามาร่วมงานกับเขาทำให้ประสบชะตากรรม โหญ่โตถึงกับต้องออกจากงานที่เก่า

วันแถลงข่าว ถึงลูกถึงคน .....
สื่อมวลชนฮือฮาพอสมควรที่รู้ว่าเป็นผม ผมเองก็ตกใจเหมือนกันที่ได้รับความสนใจเกินคาด เพราะไม่คิดว่าจะต้องโด่งดังเปรี้ยงปร้าง คิดว่าแค่มีที่ยืนก็พอแล้ว .. ถึงวันนี้ผมก็ยังคิดแค่ว่า จะรักษาที่ยืนของตัวเองอย่างไรให้อยู่ ตรงเส้นของการทำงานที่มีคุณภาพ ตามเจตนาเดิมที่ตั้งใจไว้ ไม่เหลิงกับภาพ หรือ คำชมที่ได้ยิน ผมอาจจะไม่ได้ยืนตรงตลอดเวลา มียืนพักเท้าบ้าง นั่งยองๆ บ้างเวลาเมื่อย แต่มั่นใจว่า ไม่ถึงกับล้ม ไหล ลื่นไปตามกระแสที่ไม่ถูกไม่ควร

เมื่อไหร่ที่ไม่เห็นผมยืนอยู่ในจุดที่ควรอยู่ สะกิตเตือนกันได้นะครับ ..!!


----------------------------------------------------------------------------------------------




ถึงลูกถึงคน ถึงไหนถึงกัน

ถึงจะเก๋า ... มาจากเคเบิลทีวี ในการทำรายการสัมภาษณ์ถกประเด็นหรือวิเคราะห์ข่าว ผ่านสนามฟรีทีวีมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งบู๊ล้างผลาญแบบวิเคราะห์ข่าว ถกประเด็นในไอทีวีทอล์ค ถกสไตล์ลูกทุ่งแบบเวทีไอทีวี แต่ประสบการณ์ทั้งหมดยังเหมือนมือสมัครเล่น เมื่อต้องมาอยู่ในสนามฟรีทีวีครั้งใหม่ด้วยตัวของตัวเอง ต่อให้หนักแน่นปานหินผา ขาก็ต้องสั่น มันไม่มีความมั่นคง ไม่มีองค์กรคอยรองรับ แต่ถอยไม่ได้ก็ต้องลุยอย่างเดียว

เมื่อ ... โล่งใจเรื่องมีเวทีคือช่อง 9 ได้เวลาออกอากาศแล้ว เรื่องต่อไปคือทำอย่างไรให้รายการมีเนื้อหาสาระ ได้อารมณ์สมกับชื่อรายการ ผมบอกเบื้องหลังให้ก็ได้ว่า ทีแรกตั้งใจให้เทปแรกเป็น คุณปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ตอนนั้นท่านแรงมาก เพิ่งลงจากรัฐมนตรียุติธรรม แต่เมื่อประชุมกันแล้วลงมติว่า เทปแรกของ ถึงลูกถึงคน ควรเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ต่างกันจึงมาลงตัวที่เรื่องหวยใต้ดิน เชิญ พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ มาเจอกับ อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ และ เจ้ามือหวย ซึ่งผมทำรายการ คม ชัด ลึก มาสามปีกว่า ยังไม่เคยทำให้สองท่านนี้ มาเจอกันต่อหน้าได้เลย ไม่ใช่อะไร เพราะอาจารย์สังศิตไม่นอนดึก

สรุปว่า ... แขกที่มา ดีกรีผ่านแน่นอน สำหรับเนื้อหา ด้วยหัวข้อ น่าจะมันในตัวเองอยู่แล้ว ไม่น่าห่วง จะห่วงก็ตัวเองนี่แหละ ครั้งแรกที่พูดว่า สวัสดีครับ นี่คือ รายการถึงลูกถึงคน เสียงสั่นเลยนะ ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน เพราะทำงานมาสิบกว่าปี ผ่านมาตั้งสามสื่อ แต่ก็ยังตื่นเต้นมากเหมือนเพิ่งทำงานวันแรก บอกตามตรง ผมกลัวจะเผลอพูด ออกไปว่า นี่คือรายการ คม ชัด ลึก ดีว่าเมื่อเริ่มรายการไปแล้ว เดอะโชว์ก็โกออนไปตามสเต็ป พอสมาธิผมไปจับอยู่ที่เนื้อหาที่แขกพูด ความตื่นเต้นก็หาย แล้วฟีดแบ็คก็ดี ตั้งแต่คืนแรกๆ ทีนี้ความคิดเราคือจะทำอะไรต้องให้ใหญ่ไว้ก่อน จึงมีปัญหาเรื่องเวลาทุกวัน เพราะเมื่อทำเรื่องใหญ่ แขกก็มาเยอะ แต่ขอโทษ มีเวลาออกอากาศชั่วโมงเดียว จะไปพอได้อย่างไร

แต่ ... โดยธรรมชาติของข่าวมันไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นทุกวันหรอก บางวันไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ก็ต้องเลือกเรื่องที่เรามีข้อมูลอยู่ในมือ แต่ไม่เป็นข่าวขึ้นมาทำ เช่น เรื่องที่มีคนมาร้องเรียน เป็นต้น จำกรณี คุณรัตนา สัจจเทพ ได้ไหม เธอมีปัญหาเรื่องบ้านจะถูกรื้อ มีปัญหากับเขตกับหน่วยงานรัฐ ไปร้องเรียนเป็นสิบๆ แห่ง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข เคสนี้ ผมเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดประมาณสามครั้ง จนมีจดหมายจากคู่กรณีมาบอกว่าให้หยุดนำเสนอ เพราะเป็นการกล่าวหา กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่ร้อนแรง และ มีคนพูดถึงมากที่สุดของ ถึงลูกถึงคน ไปไหนก็มีคนถามแต่เรื่องนี้

สมัย คม ชัด ลึก ... ไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นรายการเชิงนิวส์โชว์ ข่าวอะไรก็หยิบมาพูดได้ แต่ ถึงลูกถึงคน ไม่ใช่ ถ้ามีแขกคนเดียวก็ต้องดึงอารมณ์เขาให้ได้ ถ้ามาฝ่ายเดียว ผมก็ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือด ถ้าเขามาสองฝ่าย ก็ต้องคิดสร้างบรรยากาศขัดแย้งเหมือนทะเลาะ เพื่อให้ เหตุผลออกมาเต็มที่และมีความเป็นทีวี ไม่ง่วง ไม่หลับ ถ้าทำรายการสาระเรียบๆ จะเป็นรายการที่ดี แต่คนดูจะน้อยกว่ารายการหวือหวามีสีสัน ซึ่งผมยืนยันว่า เนื้อหาครบ เคยรู้สึกไหมเวลาดูรายการโจทย์บังคับ อย่างวันเด็ก วันครู แล้วไม่สนุกเลย ไม่อยากดู นี่เป็นโจทย์ที่ผมต้องคิดว่าทำอย่างไรให้สนุก นี่เป็นความคาดหวังที่คนดูคิดว่า จะได้จากรายการ ซึ่งผมมีประสบการณ์มากมายจาก คม ชัด ลึก เหมือนเป็นฐานที่แน่นหนา วันไหนหมดมุขก็หยิบเอาประเด็นที่เคยทำไว้มาทำใหม่ ลบข้อผิดพลาดทั้งหลายทิ้งไป เติมสีสันให้สมบูรณ์ เช่น เรื่องของคุณแต๋ง หรือ ภูษิต ไล้ทอง กับ ลูก เป็นต้น เข้าข้างตัวเองว่า คนดูเคเบิลทีวีไม่เยอะหรอก

ถ้า ... ผมไม่ได้ทำ คม ชัด ลึก มาก่อน หรือทำน้อยกว่านี้ ถึงลูกถึงคน ก็คงยังไปไม่ถึงไหน มันเหมือนเป็นบันไดส่งให้ เช่น ถามอย่างไรจึงจะเป็น ถึงลูกถึงคน ผมไม่ได้ตั้งใจจะถามให้โดน หรือ ประดิษฐ์เป็นคำพูด แต่ถามตามความสงสัย ซึ่งบังเอิญตรงใจชาวบ้านพอดี เพราะผมมาจากฐานเดียวกันกับชาวบ้าน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ได้ตลอดไปหรือเปล่า เพราะมีเวลาเจอคนน้อยลง อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันก็จริง แต่อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนจัดรายการ ทุกคนต้องไม่มายุ่งกับผม เพื่อที่ผมจะอ่านข้อมูล ซึ่งทีมงานเตรียมให้ พร้อมทั้งคิดว่าเปิดรายการอย่างไรให้น่าสนใจ ครึ่งชั่วโมงแรก ตอนกลางๆ ต้องสนุก ตอนจบก็ต้องบาลานซ์ นี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม

แต่ ... ก่อนทำรายการข่าวแค่ถามไปตามเนื้อข่าว แต่นี่เป็นคล้ายๆ นิวส์โชว์ ถึงลูกถึงคน มีกระทั่งจบรายการออกมาทะเลาะกันต่อ ผมต้องไกล่เกลี่ย หรือ มีแบบที่จบแล้วกอดคอกลับบ้านก็มี ขอคร่าวๆ ก็แล้วกัน เรื่องเบื้องหลังเล่าไม่หมด ถ้าไล่กันเป็นวันว่า วันนั้นเกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไร ผมทะเลาะกับทีมงานอย่างไร น้ำตาร่วงแค่ไหน สัญญาว่า ถ้ามีโอกาสจะเล่าสู่กันฟัง เอาแค่ที่เล่าได้นะ .. ต้องบอกว่าเบื้องหลังของ ถึงลูกถึงคน คือทีมงานซึ่งมีเป็นตัวเป็นตนอยู่ไม่กี่ชีวิตหรอก สามสี่คนเอง ที่เหลือกระจายเป็นแหล่งข่าวอยู่รอบๆ เขาทำงานกันค่อนข้างหนัก เพราะต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ละวันเขาจะโทรมาหาผมตอนเช้าว่า จะทำเรื่องอะไร ผมก็บอกไป 1 2 3 น่าจะเชิญใครมา 1 2 3 แล้วทีมงานก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วแบ่งฝ่ายให้ชัดเจน ซึ่งถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวันก็ดี แต่มันไม่อย่างนั้นสิครับ

บางเรื่องดีเชียว .....
แต่เจ้าของเรื่องหรือตัวละครสำคัญไม่ยอมมาก็จบ
บางวันต้องเปลี่ยนเรื่องถึง 7 เรื่อง คือแทบจะเปลี่ยนทุกชั่วโมง
ในที่สุดลองกลับมาเรื่องที่ 6 เอ้า ยังไม่ได้อีก กลับมาเรื่องที่ 2 ดีไหม ฯลฯ


บางเรื่อง ... ทีมงานตัดสินใจกันเองได้ แต่บางทีผมก็ทำให้เขาหน้าแตก คือติดต่อแขกมาแล้วไม่เอา แต่เพื่อให้คุณภาพรายการเป็นอย่างที่ต้องการ อะไรที่เกินก็ต้องตัด อะไรขาดก็ต้องเติม บางทีค่ำมากแล้วยังไม่ได้แขก ผมจะออกอาการเครียด หุนหันฉุนเฉียว วันไหนเดินอารมณ์ดี แปลว่าเรื่องเรียบร้อยตั้งแต่เช้าหรือกลางวันแล้ว .. ฉะนั้น คุณงามความดีทั้งหลายที่มีควรยกให้ทีมงาน เพราะ .. หนึ่ง เขาทนผมได้ .. สอง เขามีความมุ่งมั่นจะให้รายการออกมาดี .. สาม เขาอยู่เบื้องหลังกันจริงๆ แม้ว่าเขาจะไม่ต้องรับเรื่องไม่ดีเท่าไหร่ แต่เมื่อผมอยู่เบื้องหน้าคนเดียว เวลาได้คำชมจึงเหมือนผมได้อยู่คนเดียว ขณะที่แต่ละวันกว่าจะผ่านการแก้ปัญหามาได้ ถ้าไม่มีทีมงานก็ไม่มีทางสำเร็จหรอก ฟังดูเหมือนจะฉลุยใช่ไหม แต่ความที่รายการเกิดแบบฉุกละหุก แรกๆ จึงแทบไม่มีโฆษณาเลย กว่าจะผ่านมาได้ เลือดตาแทบกระเด็น

ผอ.มิ่งขวัญ ... ก็ให้กำลังใจดีมาก บอกว่า เรามีเทคโนโลยีเพียบ สรยุทธใช้ได้เต็มที่เลยนะ จะเอารถโอบีออกไปทำรายการถ่ายทอดสด ก็สั่งได้ทันที ตัวผมจะลอยตาย เพราะปกติการใช้รถโอบี มีค่าใช้จ่ายสูง ต้องระดับ ผอ.ช่องสั่งเท่านั้น .. ต้องบอกว่า ถึงลูกถึงคน เป็นรายการในฝัน ผมอยากทำรายการ ที่คนดูมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างนี้มานานแล้ว เคยเสนอให้มี SMS ตั้งแต่อยู่ คม ชัด ลึก เขาไม่เอา บอกว่ามันกวนสมาธิ คนที่ดูรายการ จะดูเนื้อหา ไม่เหมือนข่าวที่มีตัววิ่งได้ พอมาทำตรงนี้ มันเป็นได้อย่างจินตนาการไว้จริงๆ

ประสบการณ์ ... จากการทำ ถึงลูกถึงคน ถ้าให้พูดคงต้องรอเอาไว้รวมเป็นหนังสือปกแข็ง ขนาดใหญ่ประมาณ 10 เล่ม เพราะผมทำทุกวัน .. หลากสถานการณ์ .. หลายอารมณ์ .. สุข .. เศร้า .. เคล้าน้ำตา .. มีหมด .. สีหน้าผมเวลาอยู่ในรายการ จะบอกได้ว่า ขณะนั้นมีสุขหรือทุกข์ มีควันหลงเก็บตกเบื้องหลังมากมาย ดีใจที่รายการเป็นที่พูดถึง คนที่ดูเคเบิลทีวีอาจจะไม่แปลกใจกับ ถึงลูกถึงคน เพราะอย่างที่บอกว่าผมทำคล้ายๆ กันมาก่อนแล้วที่เนชั่น ประมาณสามปีเกือบทุกวัน แต่คนดูฟรีทีวี จะตื่นตาตื่นใจ คม ชัด ลึก จะดูเป็นกันเอง ถึงลูกถึงคน เป็นฟอร์มมากกว่า คือมีเวที มีฉาก การพูดก็ต้องเป็นเรื่องเป็นราว บางอย่าง คม ชัด ลึก ทำไม่ได้ ถึงลูกถึงคน ก็ทำให้เข้มขึ้น สถานการณ์ของ ถึงลูกถึงคน กดดันกว่า คม ชัด ลึก เยอะ เพราะเหมือนมีความคาดหวังตลอดเวลา บางทีผ่านวันอังคารไป รายการยังไม่หวือหวาก็เครียดแล้ว ความดันขึ้น

เชื่อไหมว่า ... ตั้งแต่ทำรายการถึงวันนี้ ทุกวันจะมีโทรศัพท์เข้ามาเป็นสิบสาย ว่าคืนนี้เรื่องอะไร ฝ่ายรายการช่อง 9 ก็อยากให้โปรโมทเร็วๆ แต่ผมทำไม่ได้จริงๆ เพราะบางทีสามทุ่มครึ่งสี่ทุมเพิ่งคอนเฟิร์มแขก แล้วจะบอกล่วงหน้าได้อย่างไรครับ

ทุกวันนี้ ผมและทีมงานพยายามอย่างยิ่ง .....
ที่จะให้ .. ถึงลูกถึงคน .. ถึงอกถึงใจ .. ถึงพริกถึงขิง .. ถึงเนื้อถึงตัว ..
ถึงมือถึงไม้ .. ถึงไหนถึงกัน .. ฯลฯ หวังว่าคงไม่ต้อง .. ถึงเลือดถึงเนื้อ ..!!


----------------------------------------------------------------------------------------------



สรยุทธกับคู่หู

เมื่อเร็วๆนี้ .....
หนังสือพิมพ์เขียนแซวผมว่าใช้ผู้หญิงเปลือง
เขาคงหมายถึงผมเปลี่ยนพิธีกรคู่ในรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ บ่อย

สมัยก่อน ... ผมเคยคิดว่า คงทำรายการคู่กับใครไม่ได้หรอก ด้วยลักษณะนิสัย บวก สไตล์การทำงาน แต่ทำไปทำมาผมกลับทำรายการคู่กับใครได้ตั้งหลายคน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็เถอะ ใครที่เป็นแฟนรายการผมมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ คงรู้ว่าสไตล์ต่างจากตอนนี้เยอะ แรกๆ ผมเอาจริงเอาจังมาก มาเริ่มมีลูกเล่นตอนที่ทำ เก็บตกฯ คู่กับกนก .. กนก รัตน์วงศ์สกุล .. ซึ่งถือว่าเขามีลักษณะเฉพาะตัวที่หายาก เนื่องจากมีคุณสมบัติของ คนชง อย่างแท้จริง

กนก ... อายุมากกว่าผมสองปี แต่เรียกผมพี่ เพราะผมทำงานก่อน เขาเป็นคนน่ารัก ทำงานร่วมกับใครก็ได้ ผิดกับผมที่จับคู่กับใครยาก เพราะเขาเอาผมไม่อยู่ ยกเว้นคุณสุทธิชัย .. แรกๆ ที่ยังไม่สนิทกับกนก ผมทั้งดื้อทั้งกวนตีนใส่เขาสาหัสเลยนะ บางทีเขาเสนออะไรมา .. ก็ไม่เอาเว้ย .. ไม่ชอบ .. ไม่เห็นอยากสัมภาษณ์คนนี้เลย หรือ บางทีทีมงานติดต่อไปเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถยกเลิกตามอารมณ์ของผมได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร แค่ไม่ถามเลยสักคำเดียวตลอดรายการ ไม่ถูกใจเสียอย่าง เจ้าอารมณ์มาก .. บางทีก็โวยวายให้ทีมงานโทรไปยกเลิกจนได้ เลยถูกแก้เผ็ด โดยในวันถัดๆ มา ไม่มีแขกให้สัมภาษณ์ เพราะนัดมาเดี๋ยวผมไม่เอาอีก เลยต้องเพลาๆ การเจ้าอารมณ์แล้วใช้วิธีอธิบายว่า ที่ไม่อยากสัมภาษณ์คนนั้น คนนี้ เพราะคุยแล้วไม่มีอะไร น่าเบื่อ เหมือนสัมภาษณ์ฆ่าเวลา

ผมกับกนก ... เป็นสูตรสำเร็จประมาณ น้ำผึ้งผสมมะนาว เขาถนัดชงหวานปานน้ำผึ้ง ส่วนผมถนัดตบ .. ตบดุ .. ตบกวน .. ตบเปรี้ยว .. เข็ดฟัน ฯลฯ .. เคยมีคนถามว่า เราสองคนเปรียบเหมือนอะไร กนกซึ่งเป็นคนเจ้าสำนวนโวหาร ไม่ยิ่งหย่อนกว่าผม ตอบว่าเหมือนกะเพราไข่ดาว ตัวเขาเป็นกะเพรา ผมเป็นไข่ดาว แหม..เข้าใจเลือก คุณค่าทางอาหารครบสมบูรณ์เชียว เจอไม้นี้ของกนกเข้า ไข่ดาวอย่างผมเลยต้องสวนกลับว่า ถึงแม้จะคอเลสเทอรอลสูง กินมากๆ อันตราย แต่กินกะเพราอย่างเดียวคงไม่อร่อย ต้องกินคู่กันจึงลงตัว มีบ้างบางวันที่กนกเป็นไข่ดาว เพราะของขึ้น ถ้ากล้องจับภาพใต้โต๊ะ จะเห็นว่าผมคอยดึงขากนกเอาไว้ให้เบาลงหน่อย แต่มีไม่บ่อย คนเลยไม่สังเกต

ความที่เข้าขากันดี ... เหมือนหยินกับหยาง บางทีเกิดความมันออกนอกหน้า มีอยู่วันหนึ่งนัดแขกไม่ได้ เลยเล่นกันเอง แซวกันกระจาย ผลคือโดนคุณสุทธิชัยเขียนอีเมล์มาด่า ว่าคุณต้องคารพคนดูด้วย จ๋อยเลย ก็รู้ตัวว่าเยอะไปมันไม่ดี จะกลายเป็นสรยุทธชวนชื่น กนกเชิญยิ้ม แต่ก็ไม่วายแอบบอกกันว่าสนุกดีเนอะ .. สิ่งหนึ่งที่คนพูดถึงตลอดคือ ทำไมผมชอบแกล้งกนก เช่น เขาหยอดอะไรมา ผมตบตูมด้วยคำพูดแรงๆ เช่น พูดอย่างนี้ปัญญาอ่อนหรือเปล่า คือว่าแหล่งข่าว ไม่ได้ว่ากนก ซึ่งเขารู้ .. ถึงวันนี้ คงพิสูจน์แล้วว่า ผมไม่ได้แกล้งเฉพาะกนก ผมแกล้งทุกคน ยกเว้นคนที่มีบารมีสูงกว่า อย่างคุณสุทธิชัยนี่ คงไม่กล้าไปแกล้งเขา .. เพราะถือว่ารายการลักษณะนี้ต้องมีส่วนผสมที่พอเหมาะ คนสองคนเล่นบทบาทเดียวกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่รายการหล่อ สวย รวยเสน่ห์ บางทีก็น้อยใจที่มีแต่คนบอกว่ากนกน่ารัก สรยุทธใจร้าย นิสัยไม่ดี ทั้งที่ความจริงผมก็เคยโดนแกล้ง แต่ผมไม่มีลีลาประเภทซึมเศร้า ซึ่งนี่ละคือความลงตัว ถ้ามีกนกสองคนก็อาจจะเป็นอ่อนหวานรายวัน ถ้ามีสรยุทธสองคนก็จะเป็นดุร้ายรายวัน

ซึ่งตอนหลัง .....
สูตรการทำรายการข่าวให้มีสีสัน ให้สนุกเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นๆ
ทั้งในรายการวิทยุและทีวี เรื่องนี้เป็นความภูมิใจของเราอย่างหนึ่ง ..

คิดไปก็ยังไม่อยากเชื่อว่า .....
ผมจะได้ทำรายการคู่กับสุภาพสตรีด้วย


ตอนที่ ... ออกจากเนชั่นมาทำรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ แล้วต้องหาพิธีกรคู่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายคงหาคนบุคลิกแบบกนกยาก พันธุ์นี้ต้องอนุรักษ์ไว้ พอดีทางช่อง 3 เสนอชื่อ อรปรียา หุ่นศาสตร์ แต่ต้องขออภัยที่ผมไม่คุ้นกับเธอเลย อรปรียาเป็นคนหวานมาก ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ ทีแรกยังคิดว่าเธอไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งเฉยๆ ก็ช่วยลดทอนความดุร้ายของผมได้แล้ว .. แต่ปรากฏว่าเธอโดนวิจารณ์เยอะ จนผมสงสาร ไม่มีใครรู้ว่า ความจริงเธอทันผมทุกอย่าง แต่ผมต้องการให้คอนเซ็ปต์เป็นว่าเธอคือ ตัวแทนชาวบ้านมาถามในสิ่งที่สงสัย ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่คนดูไปคาดหวังว่าต้องรู้ ต้องแสดงบทบาทเท่าผมเหมือนกนก ซึ่งผมคิดว่าอย่างนั้นไม่สนุกหรอก ฉะนั้นอาจจะมีวันที่น้อยใจบ้าง แต่เธอก็พยายามสู้อย่างตั้งใจ ถึงวันนี้ ผมยังภูมิใจแทนเธอว่า มีคนมากมายเรียกร้องให้เธอกลับมา

ถ้า ... กนกกับผมเป็น กะเพราไข่ดาว ผมกับอรปรียาก็น่าจะเป็น บัวลอยไข่หวาน เธอเป็นบัวลอย ผมเป็นไข่หวาน จะกินบัวลอยเปล่าๆ ก็ได้ แต่ถ้ากินคู่กันจะอร่อยกว่า เหมือนคำถามที่ว่าสรยุทธทำรายการคนเดียวได้ไหม ได้ครับ แต่มันจะกลายเป็นดุร้ายรายวัน เหมือนกับที่กินไข่หวานอย่างเดียวก็คงเลี่ยนตายเลย .....

สี่เดือนผ่านไป ... อรปรียาขอพักด้วยเหตุผลที่น่าเห็นใจ คิดดูผู้หญิงออกจากบ้านตีสามตีสี่ เพื่อมาแต่งหน้าทำผม มันเหนื่อยเอาการ แล้วไหนรายการจะเพิ่มเวลาอีก ผมเห็นใจเลยละ ก็ต้องหาคู่หูคนใหม่ จนเจอ สู่ขวัญ วิวรกิจ หรือ บูลกุลรายนี้สนิทกันมานานนม เพราะเป็นลูกหม้อเนชั่น แต่ไม่เคยทำรายการด้วยกันเลย เห็นเธอตั้งแต่มาสมัครงาน จนเป็นผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจ ชีวิตจะวนมาเจอกันแถวๆ โรงอาหาร หลังจากทำ เก็บตกฯกับกนก ก็ลงมาเก็บตกจากโต๊ะอาหารกับสู่ขวัญทุกวัน นั่งหยอกเย้ากระเซ้าแหย่ ชวนกันกะหนุงกะหนิง ว่าเมื่อไหร่จะมาทำ เก็บตกฯคู่กับผม ยังแปลกใจจนทุกวันนี้ ว่าทำไมเขาไม่ดึงสู่ขวัญมาทำรายการประเภทเก็บตก อาจจะเป็นเพราะว่าเธอถูกวางให้เป็นนักข่าว ผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการสายเศรษฐกิจ ก็เลยไม่ได้ลงมาอยู่ในบทบาทนี้ แต่ผมก็ยังชวนหลายครั้ง จนคนคิดว่า ผมจีบสู่ขวัญ พอเขาจะแต่งงาน ท่ามกลางความตกใจที่เธอบอกข่าวร้ายกับผม ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ผมเลยบอกสู่ขวัญว่า เวลาที่เหลือไปทำรายการกับพี่ไหม เขาขอคิดสองวัน แล้วตอบตกลง จนเกิดเป็นสูตร ... สรยุทธ - สู่ขวัญ

สู่ขวัญ ... มีความจัดจ้านในแง่ของเนื้อหาสูง มีตัวตนที่โดดเด่น จริงๆ แล้ว เขามีความแรงอยู่ในตัว หลายครั้งที่พูดถึงอะไรด้วยเสียงที่นุ่มชวนฝัน แต่ความดันผมจะขึ้นซะให้ได้ เพราะเธอพูดในเนื้อหาที่แรงยิ่งกว่าผมด้วยซ้ำ บางคนสงสัยว่าชี้แนะให้สู่ขวัญพูดหรือเปล่า ขอยืนยันตรงนี้ ว่าเธอพูดเองจากมันสมอง จากความคิดของเธอ คิดว่า .....

ถ้าเราทำรายการคู่กันต่อไป .....
น่าจะมีเมนูอีกอย่างที่คอเลสเทอรอลสูงไม่ด้อยไปกว่าสองเมนูแรก
นั่นคือ ออส่วน ซึ่งอร่อย แต่ต้องเสี่ยงตายนิดหน่อย

ส่วน มีสุข แจ้งมีสุข ... เขาเป็นน้องผม ตั้งแต่สมัยอยู่ไอทีวี เคยเห็นหน้า ได้คุยกันมาบ้าง วันหนึ่ง ผมก็เห็นเขาประกาศข่าวทางช่อง 5 ก็ลองชวนคุยดู ถามเรื่องข่าว ถามเรื่องอะไรต่อมิอะไร ดูการตอบโต้ของเขากับผมก็คล่องแคล่วว่องไว เขาอาจจะมีจุดอ่อนในบางจุด เช่น สู่ขวัญทำข่าวเศรษฐกิจมาแล้วหลายปี แต่มีสุขไม่เคย ซึ่งผมคิดว่าชดเชยกันได้ ด้วยองค์ประกอบบางอย่าง อย่างน้อยมีสุขก็มีตัวตนของเขา เลยตัดสินใจชวนดื้อๆ แล้วมีสุขก็ตอบผมดื้อๆ เหมือนกันว่าสนใจ

ช่วงแรก ... เสียงตอบรับจากผู้ชมดีมาก แทบจะทดแทนสู่ขวัญได้ทันที ยังมีคนแซวว่า เลือกพิมพ์นิยมหรือเปล่า คือเลือกให้เหมือนสู่ขวัญมากที่สุด หน้าก็แนวนั้น เสียงถ้าหันหลังฟังนึกว่าสู่ขวัญมาเอง ทั้งที่ผมไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลย .. ด้วยความที่ มีสุข เป็นคนที่มีความตั้งใจสูงมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งเธอเข้ามานั่งดูเทปรายการทุกวัน และ เปิดดูความคิดเห็นที่ส่งเข้ามา เธอก็เลยตั้งใจเกินไปจนลืมความเป็นธรรมชาติ ผมเลยบอกเธอใหม่ว่า สิ่งที่รายการต้องการจากมีสุข ก็คือความเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่ต้องการจากผม เมื่อเราเอาตัวตนของเราสองคนมาเจอกัน มันจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในที่สุด

ผมบอกทุกคน ... ที่มาทำรายการกับผมตั้งแต่วันแรกๆ ขอให้เข้าใจเลยว่า การติติงผ่านหน้าจอ ที.วี. เป็นความพยายามที่จะสอนแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอนแบบรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เพราะเราไม่มีเวลา ต้องสอนกันแบบรวดเร็ว ต้องเข้าคู่กันให้เร็วที่สุด แต่หากผมทำผิดพลาดประการใด ให้น้องๆ น้อยใจก็ต้องขออภัย เพราะผมไม่ได้ตั้งใจ แต่ต้องการให้งานออกมาดี

และ ไม่ว่าอย่างไร .....
ถึงวันนี้ต้องขอบอกอย่างภูมิใจว่า คนที่บุคลิก .. ดุร้าย .. ดุดัน .. ดุเดือด
ไม่ควรจะคู่กับใครได้อย่างสรยุทธ ก็มีคู่กับเขาได้เหมือนกัน


----------------------------------------------------------------------------------------------




อุดมการณ์-อีโก้

พูดถึงสองคำนี้ ... คนส่วนมากจะยอมรับแค่คำแรก ส่วนคำหลังมักจะถูกปัดว่าไม่จริ๊ง ฉันไม่มี ทั้งที่ผมไม่เห็นแปลก ถ้าใครจะมี อีโก้ พอๆ กับที่มี อุดมการณ์ ถ้ามีแล้วรู้ตัวหรือจัดการกับมันได้ยิ่งทำงานในอาชีพที่เขาเรียกว่าฐานันดรที่สี่ เป็นอภิสิทธิ์ชน ก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา ยอมรับว่าบางทีก็เคลิ้มไป บางทีใครมาติติงอะไรก็ไม่ค่อยฟัง สมัยก่อนเป็นประเภทใครเตือนอะไร ฉันจะทำอย่างนั้น คือถ้าไม่พูดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งพูดยิ่งแรง เช่น บอกว่าคุณต้องทำอย่างนี้สิ ก็จะทำสิ่งตรงกันข้าม มันเกิดความมั่นใจแปลกๆ ขึ้นมา จนเวลาผ่านไป เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า ถ้าพยายามที่จะฟังบ้าง มันจะดีกว่ากับทุกฝ่าย และ ก็ดีกับตัวเราในแง่ของการใช้เหตุผล อีโก้ของผมจะขึ้นมาเป็นพักๆ แต่ที่สุดแล้วก็จะถูกควบคุมด้วยเหตุผลเสมอ

ช่วงที่ทำไอทีวี ... บางวันเคลิ้มๆ ก็เผลอคิดว่า ตัวเองสุดยอดแล้ว เพราะไม่เคยคิดว่า สรยุทธจะมีวันที่รู้สึกว่า โคตรดังจนเกินเหตุ .. ตอนออกจากไอทีวี จึงคิดว่าตายแน่ จบแล้วละ เคยพูดทุกวัน 4 ปี จู่ๆ หายไปเลย พอมาทำเคเบิลทีวีที่เนชั่นแชนแนล ทำ เก็บตกฯ กับ คม ชัด ลึก ซึ่งคิดว่ากลุ่ม คนดูแคบ แต่ โอ้โฮ คนพูดถึง คนรู้จักมากกว่าเก่าอีกเว้ย ก็คิดว่าตรงนั้นคือ ... จุดสูงสุด

วันหนึ่ง ... เกิดอุบัติเหตุตกงาน ไม่รู้จะไปทำอะไรที่ไหน อีกวันมีแต่คนเรียกตัว ได้ทำฟรี ที.วี. โดยไม่มีบริษัทเป็นแบ๊คอัพ ความรู้สึกขึ้นสูงสุดกลับมาอีกแล้ว ไปไหนคนรู้จัก มีคนให้รางวัลโน่นนี่ อีโก้มันจะแฝงมาช่วงเวลาอย่างนี้แหละ .. ผมก็เป็น แต่เดี๋ยวเดียวก็หาย เพราะชอบเช็คล้ำหน้าตัวเองตลอดเวลาว่า เมื่ออยู่ในจุดสูงสุด ต่อไปมันจะเป็นขาลง ต้องระวัง อย่ายะโส อย่าโอหัง ต้องแคร์ความรู้สึกของคนดู ไม่ใช่ว่าดังแล้วใครแตะต้องไม่ได้

ซึ่ง ... ถ้าเรายึดโยงอยู่ในโลกของความเป็นจริง การทำ ที.วี. หรือ วิทยุ จะมีเรื่องของคนฟังคนดู เข้ามาช่วยเตือนสติได้เป็นระยะ คนอย่างผมว่าได้ แตะต้องได้ครับ เวลาทำงานโดนเพื่อนๆ สื่อด้วยกันวิจารณ์บ่อยไป ซึ่งผมรับฟังอยู่แล้ว เช่น เขาวิจารณ์ว่าทำตัวเป็นพหูสูต น่าหมั่นไส้ ผมบอกวิจารณ์มาเถอะครับ จะรับไว้พิจารณา เพราะถือหลักอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราทำอะไรแล้ว มีคนพูดถึง แม้จะในแง่ลบ ก็ยังดีกว่าที่ไม่มีใครพูดถึงเลย ยกเว้นพวกที่ด่าโดยไม่มีเหตุผล นอกจากไม่ฟัง แล้วยังด่ากลับอีกต่างหาก

บางคน ... แยกไม่ออกระหว่างอีโก้กับอุดมการณ์ คิดว่าการที่ทวนกระแสตลอดเวลา คืออุดมการณ์ แต่ผมว่ามันอาจจะเป็นแค่อีโก้ก็ได้ ยกตัวอย่าง ช่วงแรกที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามา ผมทำงานลำบาก เกร็งไปหมด ไม่ได้เกร็งเพราะรัฐบาลมีอำนาจ แต่เกร็งเรื่องกระแสประชาชน เนื่องจากเขาชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ถ้าเรายังมุ่งมั่นที่จะเอาเป็นเอาตายกับเรื่องเก่าทันที ที่เขาเป็นรัฐบาลก็เหมือนไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ ถ้าถามถึงกติกาจึงต้องให้โอกาสเขาก่อน ในเมื่อประชาชนเลือกมาขนาดนี้ ไม่ใช่เขาเริ่มอะไรมาก็จะขอจองเวรซัดทุกประเด็นที่มี

ก่อนเลือกตั้ง ... ผมถามตรงๆ คุณทักษิณจะเป็นนายกฯ ได้ไง ในเมื่อติดคดี ปปช. ประเทศนี้จะเสียหายขนาดไหนที่นายกฯ ไม่รู้จะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ ฯลฯ .. พอหลังเลือกตั้ง ประชาชนรู้แล้วว่า ถ้าเลือกทักษิณจะติดเรื่องนี้ เพราะคดีซุกหุ้นมันมีมาก่อน แต่เขายังเลือกกันถล่มทลาย เพราะฉะนั้น ผมก็จะเป็นคนต้นๆ ที่บอกว่าจะเบาเรื่องนี้ แล้วไปดูเรื่องนโยบาย เรื่องเนื้องาน ว่าเขาจะทำ .. อะไร .. อย่างไร ตรวจสอบกันตรงนั้น แต่ไม่ได้ หมายความว่าจะไม่ทำหน้าที่ หรือตั้งหน้าเชียร์รัฐบาล ผมกำลังบอกว่า ผมทำหน้าที่ตัวเองเต็มที่ในทุกโอกาส

ผมเชื่อว่า ... ทุกคนมีอุดมการณ์ แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา ผมเห็นว่าอิสระหรือเสรีภาพ สำคัญน้อยกว่าความรับผิดชอบ ตอนเป็นเด็กจะคิดแต่เรื่องอิสระที่ .. จะคิด .. จะเขียน .. แต่เมื่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ก็คิดว่าเราต้องมีความรับผิดชอบเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากผมทำรายการที่สัมภาษณ์บุคคลด้วย ไม่ใช่วิเคราะห์อย่างเดียว จึงได้เจอคน ได้รับรู้ถึงความรู้สึก ได้ฟังเหตุผลของเขา ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาได้รับผลกระทบอย่างไร เพราะฉะนั้นอุดมการณ์ของผม คือ ในเสรีภาพจะต้องมีความรับผิดชอบเป็นหลัก เวลาที่จะไปลงเรื่องของใคร ต้องคำนึงด้วยว่า ถ้าไปให้สุดๆ อาจสนุกมาก แต่จำเป็นขนาดนั้นไหม ถ้าอย่างนั้น ถอยกลับมาหน่อย เอาแค่สมเหตุสมผลดีกว่า และให้โอกาสอีกฝ่ายได้พูดด้วย จะบอกว่าผมพัฒนาขึ้นมาก็ได้ สมมุติอุดมการณ์คือสีน้ำเงิน สุดของอีกฝั่งคือสีเหลืองเข้ม เราอยู่ในวงการนี้ ความคิดบางอย่างเปลี่ยนไป จนอาจจะเจอสีเหลือง ก็ต้องปรับให้อย่างน้อยอยู่ตรงสีเขียว เพราะฉะนั้น บางเรื่องผมจะไม่อุดมการณ์จ๋า แต่บางเรื่องผมก็อุดมการณ์เกินเหตุ เช่น ครั้งหนึ่งทำรายการเด็ก 9 ขวบ ถูกแท็กซี่ชน มีคนสนใจเยอะ เขาเลยต้องไปออกเกือบทุกช่อง โดยที่ไม่พรางหน้า เขามาถึงลูกถึงคนเป็นรายการสุดท้าย แต่ผมให้พรางหน้า ใส่แว่น ใส่หมวก ทีมงานบอก พี่จะพรางทำไม ผมบอก เอาไว้อย่างนี้แหละ ขอยืนยันในหลักการของผม ไม่ว่าเขาจะเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายก็เปิดเผยไม่ได้ เขายังเป็นเด็ก

หนังสือพิมพ์บางฉบับ ... ลงหน้าเด็กเต็มๆ ซึ่งผมจะพูดแทรกในรายการตลอดว่าไม่ควร แต่ไม่ถึงกับด่าตูมตาม เพราะผมไม่ใช่ศาสดา ไม่ใช่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพียงแต่ผมคิดอย่างนี้ ก็จะพูดทำนอง เช่น ไม่อยากให้กล้องถ่ายใกล้เลย หรือ รูปนี้ไม่อยากให้คุณผู้ชมดู พาดหัวอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ดูดีกว่า เป็นการแหย่โดยการแสดงความคิดของเรา ชีวิตของคนทำหนังสือพิมพ์ คนข่าว พบเจออะไรที่มันสุดโต่งทางความคิด หรือ เหตุการณ์ที่คาบเกี่ยวกับคำว่าอุดมการณ์อยู่เนืองๆ บางทีคำนี้ก็แวบขึ้นมาตอนที่ต้องทำอะไรตามกติกา มารยาท สัมมาคารวะ หรือ ต้องทำ ตามคำสั่ง ที่ผ่านมาผมค่อนข้างโชคดีที่ยังไม่เจอคำสั่งไม่ให้ทำโน่นทำนี่แบบเด็ดขาด อย่างมากที่สุดคือถูกเรียกไปบอกว่า อย่าทำเพราะอะไร อย่างไร บางทีผมก็ฟังเหตุฟังผล แต่บางทีพยายามจะแหกกฏออกไปบ้าง ซึ่งมันก็คือความสมดุลในองค์กร

งานประเภทท่านขอมาผมเชื่อว่า ... มีทุกที่ ทุกองค์กร อยู่ที่ใคร หรือ องค์กรใดจะแข็งแรงพอที่จะขีดเส้นระบุความพอดีเอาไว้ได้แค่ไหน ก็อย่างที่บอกครับ ผมค่อนข้างโชคดีที่องค์กรมีกำแพงกั้นเอาไว้หนึ่งชั้นก่อน ที่คนนอกจะมาถึงผม แต่ไม่ปฏิเสธว่าการสั่งหรือการถูกแทรกแซงมีแน่นอน .. เรื่องที่ได้รับคำสั่งให้ทำก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอก ถามว่าทำแล้วเสียหายมากไหม ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่ผมแคร์ความรู้สึกคนดูว่า เขาอุตส่าห์รอดู เราต้องทำให้ดี ถ้ามีกรณีอย่างนี้บ่อยๆ รายการจะไม่มีค่า ในที่สุดจะเสียด้วยกันทุกฝ่าย ซึ่งบางครั้งผมก็ทนทำ บางครั้งก็บอกเขาตรงๆ ว่า อย่าทำดีกว่าไหม เพื่อให้จบลงด้วยดี เพราะที่สุดแล้ว เป้าหมายคือคนดูและคุณค่าของรายการ ถ้าปล่อยให้คนดูรู้สึกว่า นี่เป็นใบสั่ง ไม่ว่าจะจากการเมือง ธุรกิจ หรือจากผู้บังคับบัญชาก็ตามที รายการนั้น จะหมดคุณค่า ทุกฝ่ายก็จะมีแต่เสีย ซึ่งผมพยายามรักษาสมดุลตรงนี้ เอาไว้มากที่สุด .. แต่อย่างว่า ด้วยนิสัยของผม ถ้ามีออร์เดอร์แบบไม่มีเหตุผล .. ที่รับฟังได้ .. เป็นเคสที่รู้สึกเซ็งตัวเอง .. เซ็งเนื้อหา .. จนรู้สึกว่าเข็นให้เกิดอารมณ์สนุกไม่ขึ้นจริงๆ .. ผมก็มีวิธีให้คนดูรู้เลยว่า รายการนี้คุณขอมา .. ตรงกันข้าม ถ้าผมเห็นด้วยว่าออร์เดอร์นั้นมีประโยชน์ น่าสนใจ รับรองทำตายเลย .. แต่คุณผู้อ่านไม่ต้องห่วงนะครับ ตั้งแต่ออกมาทำรายการเอง ผมยังไม่เคยเจอใบสั่ง

อีกอย่างที่ไม่น่าห่วง ... คือ ผมมีอีโก้และอุดมการณ์ ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายทั้งกับตัวเองและผู้อื่น ถ้าเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลัง ก่อนดื่ม ผมจะอ่านฉลากข้างขวดเตือนสติตัวเองเสมอ และ บริโภคมันไม่เกินวันละสองขวดแน่นนอน

----------------------------------------------------------------------------------------------











กรรมกรข่าว

ถ้าอ่านมาตั้งแต่บทแรก .....
คุณคงรู้ว่าชีวิตผมผ่านอะไรมาบ้าง ตกระกำลำบากประมาณไหน
ผมชอบคำว่า กรรมกรข่าว มาก รู้สึกว่ามีบางอย่างสอดคล้องกับชีวิตผมอย่างไรพิกล

กรรมกร ... ในความหมายของผมคือ ชีวิตที่ตื่นมาทำงานหาเช้ากินค่ำไปวันต่อวัน ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดถึงอนาคต สิบกว่าปีที่เคยอยู่เนชั่น ผมก็ไม่คิดเรื่องอนาคตเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีอนาคตให้คิด แต่เพราะรู้สึกว่ามันมั่นคงจนไม่ต้องคิดถึงแล้วมากกว่า .. เช้าจรดค่ำที่ผ่านไปทุกวัน ผมไม่รู้สึกว่าไปทำงาน แต่เหมือนออกจากบ้านไปใช้ชีวิตจนหนำใจแล้ว ก็คลานกลับมานอน ถามว่ามีความสุขไหม มีสิ ผมว่ามีมากกว่าคนที่ทำงานน้อยๆ แล้วต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อดี หรือ ต้องหาเรื่องไปโน่นมานี่ เพราะนอนไม่หลับ อย่างนั้นผมว่าไม่น่าจะมีความสุขหรอก

สมัยเป็นหัวหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ ... ผมมักจะกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย เที่ยงคืนตีหนึ่งยังยืนรอรถเมล์สาย 71 ตรงซอยแสงจันทร์ วัดธาตุทอง แล้วมารอต่อรถสาย 27 ตรงบางกะปิเพื่อกลับบ้าน ถึงบ้านตีสอง หัวถึงหมอนหลับเลย .. ตอนทำหนังสือพิมพ์หรือวิทยุ ถึงจะอยู่กับงานทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ใช้พลังงานมากเท่าตอนที่ทำเนชั่นแชนแนล ผมทำรายการเก็บตกฯ ตอนเช้า สองชั่วโมง กลางคืนทำรายการ คม ชัด ลึก ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งมักจะเกินเวลาร่วมๆ สองชั่วโมงเป็นประจำ วันหนึ่งอยู่หน้าจอสี่ชั่วโมง ห้าวัน จันทร์ถึงศุกร์ ก็ยี่สิบชั่วโมง ถ้าทำรายการคู่ มีคนช่วย ก็ได้กินแรงเขาบ้าง แต่ถ้าแสดงเดี่ยวต้องใช้สมาธิและพลังงานสูง ต้องทำให้สนุก ถ้าเราง่วง คนดู จะไม่ง่วงได้ไง

มาถึงยุคปัจจุบัน ...
ผมมีรายการสด จันทร์ถึงศุกร์ เช้าและดึกสองรายการ
รายการแห้งหรือบันทึกเทปดึกวันเสาร์อีกหนึ่ง และ
อาจจะเพิ่มตามประสาคนทำงาน คำว่า กรรมกรข่าว จึงไม่เว่อร์เกินไป

สรยุทธใน ที.วี. ... ดูเหมือนแข็งแกร่ง เหมือนไม่น่าจะมีโรคภัยเบียดเบียน แต่ในความเป็นจริง สรยุทธตัวเป็นๆ ไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นสิบปีแล้ว อย่างเดียวที่ทำให้ตัวเองคือ กิน แล้วก็ไม่ใช่ว่ากินอะไรดีนักหนา ถ้าอยู่นอกบ้านจะอาศัยง่ายเข้าว่า ทุกวันนี้ จึงเหนื่อยง่าย เมื่อยง่าย เป็นหวัดง่าย แถมด้วยโรคตาแห้ง แสบ บางครั้งลืมตาไม่ขึ้น ต้องหยอดน้ำตาเทียม เพราะความที่เจอแสงมากเกินไป .....

ผัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย ... ว่าจะตั้งต้นใหม่ ปีใหม่ที่ผ่านมาตั้งใจว่า จะออกกำลังกายด้วยการเดิน เพราะความที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน ถ้าเริ่มด้วยการวิ่งหรือหักโหมมากอาจตายได้ ครั้นจะว่ายน้ำก็ว่ายไม่เป็น ตั้งใจไว้ ตั้งแต่มาทำงานช่อง 3 วันแรก ดูทำเลสวนข้างๆ เอ็มโพเรียมไว้แล้ว เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนทุกวัน แต่ก็ยังไม่ได้ทำเลย

สองคือ ... อยากบังคับตัวเองให้นอนกลางวัน 3-4 ชั่วโมง ทุกวันนี้ทำไม่ได้ บางทีได้ชั่วโมงเดียว พอถึงวันศุกร์จะเบลอ เพราะนอนน้อย เริ่มประมาณตีสอง ตื่นตีสี่กว่าๆ ใช้นาฬิกาสามเครื่องปลุกเป็นจังหวะ เครื่องแรกปลุกตีสี่สิบห้า เครื่องที่สองตีสี่ครึ่ง ซึ่งควรจะตื่นแล้ว แต่หลังๆ จะเลยไปถึงเบรกสาม คือตีสี่สี่สิบห้า มีหลายครั้งที่เข้าสู่ภาวะสลบ ปลุกอย่างไรไม่ตื่น ครั้งที่สาหัสที่สุดรู้สึกตัวขึ้นมาเกือบหกโมงเช้า รายการเริ่มหกโมงห้าสิบ เลยต้องสั่ง ทีมงาน เรื่องเล่าเช้านี้ เอาไว้ว่า ตีห้าครึ่งให้โทรมาเช็ค ถ้าผมรับสายก็วางใจได้ แต่ถ้าไม่รับให้โทรจนกว่าจะรับ

ตัดฉากมาถึงตอนที่ยอมตื่น .....
ก็จะอาบน้ำแต่งตัวแบบ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 ไปใส่ในรถ
เช่น เน็คไท ถุงเท้า รองเท้า เคล็ดลับ คือเปิดกระจกรถเพื่อรับลมตอนเช้ามืด
ก็จะค่อยๆ สดชื่น พอตื่นเต็มที่ ค่อยปิดกระจก


มาถึงที่ทำงาน ... อย่างแรกคืออ่านหนังสือพิมพ์ สแกนให้เร็วที่สุด วันไหนร่างกายสดชื่นสมองจะรับเร็ว แต่ถ้าวันไหนล้าจะช้า เหมือนร่างกายไม่ขยับเขยื้อน บางวันเบลอขนาดสวัสดีคุณผู้ชมไปแล้วหรือยังก็จำไม่ได้ จบรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ประมาณแปดโมงกว่า ต้องประชุมกับทีมงาน ว่าแต่ละวันผลเป็นอย่างไร ขาดเกินตรงไหน พรุ่งนี้มีอะไรพิเศษไหม จากนั้นอาจต้องไปธุระตามที่นัดหมายไว้ หรือไปบันทึกเทป รายการจับเข่าคุย แต่ถ้าไม่มีอะไร จะตรงกลับบ้านไปนอนพักผ่อน ซึ่งความหมายตรงตามคำเป๊ะ คือเป็นการพักแบบผ่อนส่ง เอาไปสองชั่วโมงก่อนนะ เดี๋ยวจะมาผ่อนให้อีก ที่น่าเจ็บใจคือ บางทีนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น ทั้งที่ร่างกายพร้อมจะพักอยู่แล้ว แต่สมองไม่หลับ เพราะมัวคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง ทุกข์ทรมานมาก หงุดหงิด พยายามสร้างบรรยากาศ ปิดม่านให้มืดๆ จนถึงเคยซื้อยานอนหลับมากินด้วยซ้ำ แต่กินได้วันเดียวก็เลิก เพราะรู้ว่าถ้ากินต่อเดี๋ยวติด ต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาอีกอย่างคือ งานของผมปิดโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องรู้ว่าใครติดต่อมา หลายคนไม่เข้าใจ นึกว่าเล่นตัว ไม่รับสาย เคยให้ธรรมชาติกำหนดว่า ถ้าโทรมารู้สึกตัวก็รับ ถ้าเป็นช่วงหนึ่งชั่วโมงทอง ให้ตายก็ไม่รู้สึกตัว เลยใช้วิธีเอาโทรศัพท์ไว้นอกห้อง ตื่นมาค่อยเช็คดู

เวลา ... ที่คนอื่นเขาเลิกงานกลับบ้านกัน เป็นเวลาที่ผมตื่นอีกครั้ง อาบน้ำแต่งตัวมาที่ช่อง 9 เพื่อทำ รายการ ถึงลูกถึงคน จบรายการแล้ว ก็ต้องประชุมทีมงานเพื่อเตรียมงานสำหรับวันรุ่งขึ้นถึงกลับได้ ซึ่งกว่าจะได้นอนก็ประมาณตีสองไปแล้ว .. ฉะนั้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ถ้าไม่มีอะไรจะนอนยาว และ สามารถนอนได้ถึงสองทุ่มของอีกวัน ตื่นมาแค่เข้าห้องน้ำ กินน้ำ แล้วล้มนอนต่อ แต่ไม่ได้แปลว่าจะโชคดีอย่างนี้ทุกเสาร์อาทิตย์ .. คนนอนน้อยมักจะโทรมผอม แต่ผมตรงกันข้าม ยิ่งนอนน้อยยิ่งอ้วน เพราะกินข้าวเย็นตอนดึก ไม่กินก็ไม่ได้ มันหิวนี่ จะให้เปลี่ยนไปกินเมื้อเช้าเยอะๆ ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวก็นอนแล้ว ผมไม่ห่วงสมองเท่าไหร่ เพราะผมถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม ตรวจสุขภาพทุกปีก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

หมอเคยถาม ..... คุณสรยุทธเหนื่อยหรือเปล่า ?
โธ่หมอควรจะรู้อยู่แล้วว่าเหนื่อย ความจริงหมออาจจะเหมือนคนอื่น ที่สงสัยว่า
ทำรายการชั่วโมงครึ่งสองชั่วโมงทำไมเหนื่อย ทั้งที่ผมรู้สึกเหมือนไปวิ่งมาราธอนมา


เพราะ ... ต้องใช้ทุกอย่างของเราไปกับตรงนั้น เนื่องจากเวลาจัดรายการ ไม่ใช่แขกมาสามคนแล้วเชิญคุณพูดครับ ครบสิบนาทีเชิญอีกคนพูด ในความจริงเราต้องฟังแบบจับทุกคำ เหมือนการเพ่งอ่านหนังสือ จะว่าผมดัดจริตไหม ถ้าจะบอกว่าผมใส่ใจตัวเองน้อยกว่าเรื่องงาน ไม่รู้กี่เท่า อาหารส่วนใหญ่แม่ทำให้ ไม่กินก็กลัวน้อยใจ กลับบ้านไปเป็นคุณหนู มีน้ำส้มคั้น อาหารพร้อม เคยหนักที่สุด 92-93 ตอนนี้ 89 กิโลกรัม ผมเป็นคนกินง่าย..เกินไป ไม่ระวัง อะไรอร่อยชัดแหลก ปัญหาคือชอบข้าวขาหมูที่สุด โดยเฉพาะหนัง ปลอบตัวเองว่ากินพริกกับกระเทียมเข้าไปช่วยด้วยคงไม่เป็นไร..มาก

บางคนบอกไม่กล้าอ้วน ... เพราะกลัวใส่เสื้อผ้าไม่สวย แต่พื้นฐานผมไม่เคยซีเรียส เรื่องความสวยความงามมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยสะสมเสื้อผ้า ถ้ามีเสื้อสักตัวสองตัวที่สวยๆ ก็จะเก็บไว้ใส่ออกงาน จริงอยู่ว่าพอออก ที.วี. ก็ต้องเริ่มปรับตัวเองบ้าง

แต่ตัวผมจริงๆ น่ะ .....
ใส่รองเท้าแตะสีส้มแปร๊ดหรือเขียวอื๋อได้
ซึ่งบางทีเก๊าเก่าก็ยังใส่ จะไม่มีทางหยิบเสื้อเชิ้ตใส่ไปเที่ยวเด็ดขาด


ถ้า ... หยิบก็เป็นตัวที่ไม่ต้องรีด ผมสามารถใส่เสื้อที่แจกมากับเครื่องดื่มชูกำลัง เสื้อลูกอม เสื้อน้ำอัดลม ...ฯลฯ ไปเดินเที่ยวได้หน้าตาเฉย เพราะเมื่อก่อนที่บ้านขายของชำ เลยได้แถมมาเยอะ ถึงเดี๋ยวนี้เวลามีใครแจกเสื้อ ใครไม่เอา มาผมใส่เอง .. เรื่องความเชยก็ไม่เป็นรองใคร ตอนที่รู้ตัวว่าสายตาสั้น ไปตัดแว่นอันแรก ถ้าใครเห็นคงขำตาย เป็นแว่นทรงใหญ่มากก ปิดได้ทั้งเบ้าตา

เพราะเข้าใจว่า ... ยิ่งมีเนื้อที่กระจกกว้างมากเท่าไหร่ จะเห็นภาพชัดเท่านั้น ทุกวันนี้ยังสงสัยตัวเองว่าซื้อมาได้ไง แว่นอันที่สองก็ยังเชื่อเหมือนเดิม คือเน้นใหญ่และกว้างไว้ก่อน รุ่นที่ใช้ปัจจุบันเป็นพิมพ์นิยม รุ่นที่สามเพียงแต่เล็กลงมาหน่อย จะว่างกก็ได้ แต่ผมมีนิสัยใช้ของจนพัง แล้วค่อยเปลี่ยน ผ้าใบมีหลายคู่ แต่รองเท้าหนังมีคู่เดียว ใส่จนขาด คู่ที่ใส่อยู่นี่ก็ทนมาก ผมคิดว่ามีรองเท้าหลายคู่น่าจะเป็นภาระกับชีวิตนะ ตอนเช้าก็ต้องรีบๆ ถ้ามัวมาคิดว่า จะใส่รองเท้าคู่ไหนคงไม่ทัน ผมจึงถือคติว่า รองเท้าสีดำ กางเกงสีอะไรก็ใส่ได้ .. ถุงเท้าก็ซื้อรายสะดวก เคยชอบพวกคู่ละสิบบาทอยู่พักหนึ่ง ใครถามก็บอกใส่ครั้งเดียวทิ้ง สะดวกดี แต่ความจริงไม่ทิ้งหรอก ถ้าให้ผมซื้อถุงเท้าคู่ละร้อยกว่าบาทก็ซื้อได้ รู้ว่ามันทน แต่นิยมว่าใกล้ตรงไหนซื้อตรงนั้น สะดวกกว่า

ฉะนั้น ... โดยรวมแล้ว เรื่องสวยๆ งามๆ อย่ามาคาดหวังอะไรกับผมเลย ผมเผ้าถ้าไม่ออกรายการ ก็ปล่อยให้ตกเป็นหน้าม้า ยิ่งเดี๋ยวนี้ นอนแบบใส่อารมณ์ นอนดิ้นหัวไถไปไถมา ตื่นมาหัวตั้งเหมือนเจอผี วันไหนไปทำรายการนอกสถานที่แล้วต้องค้างคืน ก็ต้องให้ช่างเขาทำไป แล้วนอนประคองศรีษะไว้ให้นิ่งที่สุด อย่าผาดโผนมาก เวลาล้างหน้าก็ล้างแบบประคองไม่ให้โดนน้ำ ความจริงทำผมเองก็ได้ แต่จะไม่พองสวยอย่างที่เห็นในทีวี

หน้าหนาว ... ปล่อยหน้าแตกระแหง ขาวโพลน ทาโลชั่นไม่ได้ ทาแล้วนอนไม่หลับ มันเหนียว ไปรายการไหนก็ใช้บริการช่างแต่งหน้าของที่นั่น ฟองน้ำดำหน่อย เพราะใช้มาหลายหน้าแล้วก็ไม่เป็นไร ไม่คิดมาก .. จบรายการก็ไม่ได้ใช้โลชั่นเช็ดเครื่องสำอางออก ซัดด้วยสบู่เลย รู้สึกว่าต้องแต่งหน้าแต่งตัววันละสองรอบ เช้ากับดึก จะเพิ่มขั้นตอนทำไม เสียดายเวลา สู้ล้างสบู่ไม่ได้ ฟืดเดียวก็หมด .. ถึงจะมีบ่นกระปอดกระแปดบ้าง เวลาเหนื่อยมากๆ แต่ถ้าใครมาชวนไปทำงานอย่างอื่นทีเบาสบายกว่านี้ ผมคงปฏิเสธอยู่ดี .. ก็ใจมันรัก

กรรมกร ... ทั่วไปจะยิ้มได้ เวลาเงินค่าจ้างออก ผมก็ยิ้มเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่าเวลาที่มีคนบอกว่า เมื่อคืนคุณสรยุทธดุจังนะคะ หรือ ข่าวนั้นดิฉันไม่เห็นด้วย .. ฯลฯ ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งมีเสียงตอบรับกลับมามาก แล้วดูเหมือนว่าผมจะเสพจนติดยาบ้าประเภทนี้แล้วด้วย

ยอมเป็นกรรมกรข่าวด้วยความเต็มใจ ..!!
----------------------------------------------------------------------------------------------


จับฉ่าย


มีคนถามเยอะว่า ... สรยุทธมีหลักในการทำงานอย่างไร เชื่อไหมว่าตอบเขาไม่ค่อยได้หรอก เพราะหลักของผมไม่ค่อยปะติดปะต่อ เมื่อมีโอกาสบอกเล่า เลยพยายามรวบรวมว่าเคย เจออะไร แล้วผ่านมันมาอย่างไร เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจบ้าง

หลักแรกเลย ... ถ้ารู้สึกว่าไปทำงาน คุณก็จะรู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องทำ โชคดีที่ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น ยกเว้นตอนหางานทำ คิดว่าทุกๆ วันคือการใช้ชีวิตที่สนุกแล้วยังได้เงินอีกด้วย .. ถามว่าเคยท้อหรือเหนื่อยไหม มีอยู่เสมอแหละ โดยเฉพาะเมื่อสรยุทธเป็นคนอ่อนไหว ละเอียดอ่อน ทุกครั้งที่ท้อผมจะเหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ ร่างกายที่เคยแข็งแรงก็กะปลกกะเปลี้ย จิตใจห่อเหี่ยวนานประมาณ 1 - 2 วัน .. แต่แปลกที่ช่วงเวลานั้นจะเป็นโอกาสให้กลับมาทบทวนตัวเอง ว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับมีโอกาสชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเองอีกครั้งเพื่อเริ่มต้นใหม่

ถามว่า ... อะไรทำให้ผมท้อได้ สาเหตุของความท้อมีเยอะแยะไป ท้อเพราะถูกด่าโดยรู้สึกว่าไม่ผิด พยายามปลอบใจว่าคนพูดเขาก็มีเหตุผล ช่วยเตือนสติเรา แต่มันก็อดคิดไม่ได้ หรือสมัยทำงานใหม่ๆ คนอื่นได้เงินเดือนขึ้นโครมๆ แต่ทำงานระดับกรรมกรแบบสรยุทธ ครั้งหนึ่งได้ขึ้นเยอะนับไม่ถ้วน 300 บาท ถ้าอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแล้วถูกตัดเงินผมไม่ท้อนะ ยิ่งทำให้ฮึดขึ้นไปอีก .. แต่บางทีก็ไม่มีใครทำอะไรให้หรอก แค่ทำงานเหนื่อยมาก ๆ ก็หมดไฟวูบไปเฉยๆ เหมือนแบตฯหมด ทำอะไรก็ไม่สนุก ไม่มีความสุข ผมก็ใช้วิธีลืมมันซะ แล้วไปดูหนัง ไปเดินห้าง เหมือนไปเปลี่ยนแบตฯใหม่

มาถึงเดี๋ยวนี้ ... เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้ท้อแน่นอน แต่มักจะมาจากอาการทางใจ ถึงศีรษะจะมีผมอยู่ปกติ แต่ก็เป็นคนขี้ใจน้อย ทำขนาดนี้ยังโดนว่าอีก ดีว่าลืมง่าย ไม่งั้นผมร่วงหมดหัวแล้ว หรือบางครั้งทำรายการแล้วไม่ได้อย่างใจ จะคิดมาก นอนไม่หลับ กดดัน กลัวคนดูว่า ทั้งที่เขาอาจจะไม่คิดอย่างเรา เรียกว่าคนทำคิดมากกว่าคนดู ตอนหลังใช้วิธีตั้งใจทำวันต่อไปให้ดีขึ้น หวังว่ามันจะช่วยลบความรู้สึกในใจ .. เรื่องพวกนี้ต้องคิดว่าเป็นเรื่องปกติหรือเป็นสีสันของชีวิต ไม่ใช่ปัญหา เวลาผ่านไปคุณจะรู้เลยว่ามันช่วยบ่มเพาะให้เราเป็นมนุษย์ที่มีสีสัน มีอารมณ์ มีความหลากหลาย แล้วทำให้งานออกมาครบเครื่องมากขึ้น ผมมองเรื่องที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นเรื่องร้ายๆ ที่ทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัว แต่เวลาผ่านไป ทุกอย่างคือประสบการณ์และโอกาสทั้งนั้น

เรื่องอารมณ์ก็สำคัญ ... ถ้ามากไปจะทำให้เราหุนหันพลันแล่น ผมเคยถูกผู้ใหญ่ว่า มีความเป็นเด็กสูงมาก ซึ่งผมว่าถ้าตัวเองเป็นผู้ใหญ่อาจจะไม่ได้ทำรายการเหล่านี้ ต้องมีความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ผสมกัน กว่าจะกลั่นออกมาเป็นภาพที่คุณเห็น ผมต้องผ่านเรื่องพวกนี้มามาก และหนักไปทางเป็นเด็ก เช่น หนีกลับบ้านไม่ยอมทำรายการ เจ้าอารมณ์ ฯลฯ

ผมจึงเข้าใจที่ผู้ใหญ่มองว่า ... สรยุทธเป็นเด็ก ถ้าแก้ตรงนี้ได้จะเพอร์เฟ็คท์ แต่ผมก็ยังยืนยันว่า เพราะความเป็นเด็กนี่แหละ พวกท่านถึงเอ็นดู แล้วก็ทำให้ผมมีตัวตนที่มีส่วนผสมพอดี เด็กบ้าง ผู้ใหญ่บ้าง ผู้ชายบ้าง ผู้หญิงบ้าง มีความอ่อนไหว ผันแปร แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องหนักแน่นก็รู้ตัว

ผมถือหลักว่า ... ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ การท้อถอยก็เหมือนกัน ใครบอกว่าไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยท้อเลยคงโกหก ผิดพลาดได้ถ้ารู้จักปรับปรุง ท้อได้ ถ้าหายแล้วกลับไปทำงานต่อ .. ไม่ต้องคิดว่าจะเสียหน้า บางคนไปแสดงความกวนอารมณ์ใครเข้าแล้วไม่กล้ากลับไป กลัวมองหน้าไม่ติด ทำให้เสียงาน เสียโอกาส เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ .. เหมือนครั้งที่ผมมีเหตุให้ไม่ถูกกับหัวหน้างาน แล้วบังเอิญมีโปรเจ็คท์ที่ต้องทำงานร่วมกัน ใครๆ ก็สงสัยว่าจะทำได้ไง พอคุณสุทธิชัยบอกว่างานนี้ต้องช่วยกัน ผมก็เดินไปหาเขาแล้วขออภัย มีอะไรให้ผมทำก็บอก เพราะฉะนั้นหลักอันที่สองของผมคือ การยอมรับผิดคือผู้ชนะ

ผมนึกอยู่เสมอว่า ... ถ้าผมมีลูกน้องแล้วเขาทำผิด มาขอโทษ ขอแก้ตัวใหม่ ผมจะชื่นชมมาก ผมยังถือหลักนี้มาใช้กับตัวเอง ถ้าผิด ผมจะเดินไปขอโทษอย่างเต็มใจ ปลดปล่อยสิ่งที่คาใจอยู่ แล้วเดินยืดอกออกมาอีกต่างหาก .. สมัยที่ทำงานหนังสือพิมพ์ ถ้าลงข่าวผิดต้องลงแก้ อย่าทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมพยายามเน้นเรื่องพวกนี้มาตลอด พอมาทำ ที.วี. เวลาที่ข่าวผิด ผมก็บอกเลยว่าผิดไปแล้วครับ

ข้อที่สาม ... ผมไม่ยึดถือว่าต้องค้นหาตัวตนให้พบ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ ผมเป็นพวกที่ไม่พยายามดิ้นรนค้นหา ในที่สุดตัวตนของคุณจะออกมาเอง เพียงแต่ต้องอย่าทิ้งโอกาส หนักเอาเบาสู้ อย่าไปคิดว่าเขาทำน้อย เราทำเยอะ ประเภทที่ตรงนี้ไม่ใช่เรา ขอไปตรงโน้นดีกว่า ตรงโน้นก็ไม่ใช่ ไปตรงนั้นเถอะ ปรากฏว่ากว่าจะพบตัวตนก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน .. คุณแค่รักษาลู่ของตัวเองเอาไว้ แล้วทำในสิ่งที่ต้องทำอย่างตั้งใจดีกว่า ถ้าจะเจอเดี๋ยวเจอเองแหละ

สี่ ... เรื่องพรสวรรค์ พรแสวง มนุษย์บางคนอาจจะบ่น สวรรค์มีตาหรือเปล่า ผมว่าสวรรค์มีตาครับ และอาจจะมีส่วนกำหนดว่าคุณจะเป็นอย่างไร แต่คนที่มีส่วนมากๆ ในการตอบรับคือตัวคุณเอง ผมจึงไม่เชื่อพรสวรรค์เท่ากับพรแสวง เพราะพรสวรรค์เหมือนว่าเกิดมาแล้วทำได้เลย แต่เมื่อมองจากตัวอย่างใกล้ตัวคือชีวิตผม ทุกอย่างต้องแสวง ต้องเข้าไปหาโอกาสทั้งนั้น เช่น เรื่องพูด สวรรค์ประทานให้สรยุทธเป็นเด็กพูดน้อย เงียบๆ หงิม ๆ ไม่กล้าพูด พูดไม่ค่อยชัด จับใจความไม่เก่ง ถามคำตอบคำ วันนี้กลายเป็นคนพูดต่อยหอยได้ไง ถ้าไม่ใช่พรแสวง หรือถ้าเป็นสิบปีก่อน คุณคิดว่าบุคลิกอย่างผมออก ที.วี. ได้หรือ แต่การไม่ยอมแพ้ รักษาลู่ทางของตัวเองไว้ วันหนึ่งเมื่อจังหวะได้ โอกาสดีโป๊ะ มันก็ได้

หลักอีกอย่างหนึ่งก็คือ .....
ชีวิตไม่เคยมีทางลัด ผมไม่เคยเจออะไรแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดี๊โชคดี

สิ่งที่ใครเห็นว่าผมถูกหวยในวันนี้ ...
ความจริงมันเกิดจากที่ผมผ่านอะไรต่ออะไรมาไม่รู้กี่ขั้น

ทุกอย่าง ... มาจากการทำงานหนัก เอาแค่เรื่องข้อมูล ผมอ่านหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่เด็ก คุณจะอ่านให้ตายภายในเวลาไม่กี่วันก็ไม่เหมือนกับสะสมมาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นคนที่คิดว่าจะเอาดีทางด้านเนื้อหา ก็ต้องอ่านตั้งแต่วันที่เริ่มคิดเป็นต้นมา

มาถึงหลักของคนที่ทำงานประเภทสื่อ ... ผมทำรายการมาหลายปี ยึดหลักแค่เรื่อง เป็นธรรม สำหรับผม ความเป็นกลางตัดสินยาก แต่ความเป็นธรรมพอจะวัดกันได้ ถ้าคนที่วัดมีความเป็นธรรมในหัวใจ ยกตัวอย่าง ว่าเราอาจจะนำเสนอเนื้อหาเชิงลบกับใครหรืออะไรสักอย่าง แต่ทั้งหมดดำเนินไปโดยไม่มีอคติ ไม่ได้จ้องทำลายหรือโจมตี ไม่ได้รับเงินใครมา นั่นคือเป็นธรรม

ส่วนเป็นกลาง ... คือไม่เสนอเอียงไปทางใดเลย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย .. ฉะนั้นถ้าใครบอกว่าสรยุทธไม่เป็นกลาง ผมยิ้มเฉยเลย เพราะมันวัดไม่ได้ คำพูดเดียวกันทุกอย่าง แต่บางคนอาจจะบอกว่าผมเข้าข้างคนนี้ อีกคนบอกผมเข้าข้างอีกฝ่าย แต่ถ้าวันไหนมีคนว่าสรยุทธไม่เป็นธรรม อันนี้ขอเคลียร์ ตรงไหนครับ ต้องชี้แจง ต้องอธิบาย ผมซีเรียสกับเรื่องไม่เป็นธรรม แต่ไม่เคยตกใจเลยกับเรื่องไม่เป็นกลาง

การทำรายการหรือทำหน้าที่สื่อ ... บางคนอาจจะมองว่ามีอิทธิพล แต่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองมี แต่บางทีอาจจะมีอาการเคลิ้มๆ ไปบ้าง โชคดีว่า ถูกตรวจสอบรายวัน ไม่กล้าเคลิ้มนานหรอก ผมไม่เชียร์ใคร เพราะคิดว่าคนที่พร้อมจะเชียร์มีเยอะแยะ ซึ่งเขาก็ไม่ผิด มันเป็นบทบาทของเขา ใครที่คิดจะเอาสรยุทธไปเชียร์ คิดผิด .. ถ้าวันไหนผมเกิดเสียผู้เสียคนไปเชียร์ใคร ลองคิดดูว่าคนดูเขาจะเชื่อไหม

ผมไม่โจมตีอะไรแบบไม่มีที่มาที่ไป ... และต้องมีเขตของตัวเองว่าแค่ไหน ถ้าเป็นเด็กๆอาจจะ ก็ฉันชอบ ก็ฉันเกลียด แต่พอโตขึ้น พูดแค่นั้นไม่ได้ .. กลับไปที่คำถามว่าสรยุทธมีหลักคิดในการทำงานอย่างไร ผมคิดบทสรุปเก๋ๆ ไม่เป็น รู้แต่ว่ามีหลายอย่าง ฉะนั้นพอคิดไปคิดมา หลักคิดของสรยุทธมันก็เหมือน ต้มจับฉ่าย นั่นเอง แต่ไม่ใช่แบบเอาอะไรมาอัดๆ ใส่จนเละตุ้มเป๊ะนะ ผักทุกชนิดที่ใส่มีเหตุมีผล อาจจะเป็นผัดที่กินเหลือจากมื้ออื่น แต่ก็มีคุณค่า เทียบได้กับประสบการณ์ วันนี้มีสองอย่าง พรุ่งนี้ ใส่อีกอย่าง มันก็เป็นจับฉ่ายที่กลมกล่อมขึ้นเรื่อยๆ ... ใครชอบจับฉ่าย จะรับสักถ้วยไหมครับ

วันนี้ รอบๆ ตัวอาจจะมีแค่กองอิฐกองทราย .....
แต่วันหน้า มันอาจจะกลายเป็นตึกระฟ้า ฉะนั้นอย่ากลัวครับลุยเลย



สรยุทธ สุทัศนะจินดา
จบข่าว




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น