เพลงฉ่อยชาววัง

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569


คลองสายประวัติศาสตร์ เป็นทั้งตำนาน เรื่องเล่า เรื่องจริง และนิยาย I ประวัติศาสตร์นอกตำรา

 


แสนแสบ คลองขุดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ชื่อนี้มีความเป็นมาอย่างไร คลองนี้มีความเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายหลากหลายชาติพันธุ์ คลองแสนแสบยังคงเป็นสายธารที่อยู่ในความทรงจำของผู้คน รุ่นแล้วรุ่นเล่า นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ---------------------- ขอบพระคุณเพลงบรรเลง "แสนแสบ" สุดไพเราะจาก บรรเลงขลุ่ย By ThePC (เติ้ล ขลุ่ยไทย) ค่ะ

AI อาจทำผิดพลาดได้ ดังนั้นโปรดตรวจสอบอีกครั้ง

สำรวจประวัติศาสตร์การขุดคลองแสนแสบด้วยแรงงานคน ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สงครามเชื่อมต่อเมืองหลวงสู่แม่น้ำบางปะกง พร้อมตีแผ่ที่มาของชื่อคลองและเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานความรักที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่แห่งนี้

คลองแสนแสบถูกขุดขึ้นใน พ.ศ. 2380 สมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ด้วยแรงงานคนและภูมิปัญญาโบราณเพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งอาวุธและเสบียงไปทำสงครามอานามสยามยุทธ [1]
ข้อมูลสำคัญของการขุดคลอง
  • ปีที่ขุด: เริ่มขุดใน พ.ศ. 2380 และแล้วเสร็จในเวลาประมาณ 3–4 ปี
  • แม่กองผู้ควบคุม: พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค)
  • เส้นทางและขนาด: เชื่อมจากปลายคลองมหานาค (กรุงเทพฯ) ไปออกแม่น้ำบางปะกง (จังหวัดฉะเชิงเทรา) มีความกว้างประมาณ 6 วา (12 เมตร) และลึก 4 ศอก (2 เมตร) ระยะทางรวมกว่า 53–73 กิโลเมตร [1, 2, 3, 4, 5]
ลักษณะแรงงานและวิธีการขุด
  • กำลังคน: ใช้แรงงานจ้างชาวจีนเป็นหลักร่วมกับการเกณฑ์แรงงานและเชลยศึก (เช่น ชาวลาวและชาวมลายู) ขุดด้วยจอบและเสียมท่ามกลางป่ารกชัฏ [1, 2, 3]
  • ภูมิปัญญาการกดอัดโคลน: ในช่วงพื้นที่ดินโคลนเลน ช่างจะขุดเป็นร่องไว้ก่อนแล้วต้อนฝูงกระบือลงไปย่ำ เพื่อใช้น้ำหนักและรอยเท้ากระบือช่วยกดอัดโคลนเลนให้ยุบตัวและแน่นหนาจนท้องคลองลึกได้ระดับ [1]
  • ที่มาของชื่อ "แสนแสบ": สันนิษฐานว่ามาจากความยากลำบากที่ถูกยุงชุมกัดจนเจ็บแสบไปทั่วตัว หรือเพี้ยนมาจากคำภาษามลายูว่า "เซ็นแญป" (Senyap) ที่แปลว่าเงียบสงบ [1]

เรื่องเล่าจากคนหนองจอก
"คลองแสนแสบ 2"
คลองแสนแสบ..เส้นที่ผ่านหนองจอกนั้น เริ่มขุดขึ้นเมื่อ
เดือน 2 ขึ้น 4 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1199
ตรงกับวันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2380
คลองแสนแสบ..ที่จริงแล้วแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ "คลองแสนแสบใต้" และ
"คลองแสนแสบเหนือ"
ในจดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์บันทึกว่า "คลองแสนแสบใต้..สอบไม่พบหลักฐานว่าขุดเมื่อใด แต่จะอยู่ในรัชกาลที่ 1
ช่วงหลังขุดคลองมหานาคแล้ว คงจะเป็นผู้นำกองอาสาจาม ชาวเขมร และ
ชาวมลายูปัตตานี ขุดคลองแสนแสบช่วงนี้
และการขุดคลองแสนแสบใต้..ต่อจากคลองมหานาคไม่เป็นแนวตรง เพราะถ้าเป็นแนวตรงต้องรื้อถอนหมู่บ้านสุสานสุเหล่า และต้องขุดเอา
กระดูกทหารนิรนามขึ้นจากสุสาน แต่เมื่อพ้นชุมชนบ้านครัวแล้ว จึงขุดคลองเข้าหา
ลำกระโดงที่คดโค้งไปมาตามธรรมชาติ จนไปถึงหัวหมากที่คลองตัน
คลองแสนแสบใต้..มีชื่อเรียกที่ค่อนข้างจะสับสนว่า "คลองนางหงส์บ้าง
คลองบางกะปิบ้าง คลองแสนแสบบ้าง..คลองมหานาคบ้าง..และคลองแสนแสบใต้บ้าง"
ส่วน "คลองแสนแสบเหนือ" เริ่มขุดจากหัวหมาก
ผ่านคลองสามเสนช่วงปลาย (คลองตัน) ผ่านบางขนากไปออกแม่น้ำบางปะกง
ดังที่นำมาเล่าเสนอให้แล้วในตอนที่ 1 ซึ่งมีระยะทางตามแผนที่กรมแผนที่ทหาร
ตั้งแต่คลองตัน คลองสามเสนช่วงปลาย มีนบุรี หนองจอก ถึงคลองบางขนาก
ออกแม่น้ำบางปะกง ประมาณ 63.4 กม.
โดยจ้างชาวจีนขุดคลองเป็นทาง1337 เส้น 19 วา 2 ศอก
(ระยะทาง 53.52 กม. ค่าจ้างขุด 93,662 บาท) แต่ยังขาดระยะทางอีก 247 เส้น
หรือ 9.88 กม. ซึ่งต้องเพิ่มค่าจ้างขุดอีก 17,290 บาท จึงออกแม่น้ำบางปะกงได้
แต่ถ้าไม่เพิ่มค่าจ้างและต้องขุดคลองออกแม่น้ำบางปะกงให้ได้ มีทางเดียวคือ ต้องเกณฑ์ชาวมลายูปัตตานีที่กวาดต้อนมาสมัยรัชกาลที่ 1- รัชกาลที่ 3 ที่มาตั้งหลักแหล่ง
อยู่ตามแนวคลอง ให้มาช่วยกันขุดคลองจนทะลุออกแม่น้ำบางปะกง
ดังนั้นนับตั้งแต่คลองมหานาค คลองแสนแสบใต้ คลองแสนแสบเหนือ ไปออกแม่น้ำบางปะกงเป็นคลองสายหลัก ระยะทาง 73.8 กม. ล้วนเป็นผลงานของ
เชลยศึกสงครามชาวเขมร มลายูปัตตานีทั้งนั้น แม้ว่าคลองแสนแสบเหนือ
ได้จ้างชาวจีนขุด ก็ไม่พ้นต้องเกณฑ์แรงงานเชลยศึกสงครามเข้าร่วมด้วย
ชาวมุสลิมมลายู..ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากชุมชนบ้านครัวและแถบคลองมหานาค
ในสมัยรัชกาลที่ 3 มาไว้ตลอดแนวลำคลองแสนแสบเหนือ
มีการหักร้างถางป่ารกพงไพรเป็นท้องทุ่งไร่นา และตั้งชุมชนมีการสร้างมัสยิด สุสาน
และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ก่อตั้งเรียงรายเป็นระยะๆ จำนวนมาก
และตามคลองซอยที่แยกออกจากคลองแสนแสบ ก็ยังมีชุมชนมุสลิมและมัสยิด
ก่อตั้งกระจัดกระจายตามพื้นที่นาดอนทั่วไป ซึ่งราษฏรเหล่านี้ ในภายหลัง
ได้จับจองและมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวนมากอีกด้วย
จากการตั้งถิ่นฐานของประชาคมชาวมุสลิมมลายู ตลอดเส้นทางคลองแสนแสบ
นับตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ทำให้มีชุมชนมุสลิมเชื้อสายมลายูเกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา
และนครนายก นอกจากนี้ชาวมุสลิมมลายูที่ถูกเทครัวมาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ยังถูกนำไปไว้ที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการอีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม 2 ฝั่งคลองแสนแสบ จึงเรียงรายเต็มไปด้วยมัสยิด สุเหล่า
และชุมชนคนแขกมุสลิมเต็มไปหมด รวมทั้งหนองจอกด้วย
..เหตุผลสำคัญคือ "คลองแสนแสบ" นี่เอง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น