เพลงฉ่อยชาววัง

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

กษัตริย์ไทยเสด็จออกจากโรงพยาบาลเพียงแค่ ๔ ชั่วโมง

 https://liberalthai.wordpress.com/2010/03/01/thai-king-leaves-hospital-for-4-hours/


กษัตริย์ไทยเสด็จออกจากโรงพยาบาลเพียงแค่ ๔ ชั่วโมง

วันจันทร์ 1 มีนาคม 2010

tags: ไม่มีหมวดหมู่

Thai king leaves hospital for 4 hours

February 28, 2010

กรุงเทพ – เจ้าหน้าที่กล่าวเมื่อวันอาทิตย์นี้ว่า กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทยทรงเสด็จพระราขดำเนินออกจากโรงพยาบาล ซึ่งพระองค์ทรงเข้าประทับรักษาพระวรกายเป็นเวลาถึงห้าเดือน เพื่อทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นเวลาสั้นๆ เมื่อตอนดึกของคืนวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์


ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่กษัตริย์ซึ่งมีพระชนมายุ ๘๒ พรรษา ทรงออกจากโรงพยาบาลศิริราช นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายนที่ทรงเริ่มเข้าประทับรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลด้วยพระอาการอ่อนเพลีย และทรงเสวยพระกายาหารได้น้อย


สำนักพระราชวังกล่าวว่า กษัตริย์ภูมิพลทรงเสด็จกลับพระตำหนักจิตรลดาเมื่อคืนวันเสาร์เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. เพื่อทรงพระราชกรณียกิจ “ส่วนพระองค์” และทรงเสด็จกลับมาประทับที่โรงพยาบาลตามเดิม ในเวลาตีหนึ่งของเช้าวันอาทิตย์


เจ้าหน้าที่ ให้สัมภาษณ์โดยมีข้อแม้ให้สงวนนามของเธอ เนื่องจากเป็นข้อมูลซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้มีการเผยแพร่ เธอไม่ได้อธิบายถึงพระราชกรณียกิจ “ส่วนพระองค์” นั้นเป็นอะไร


เธอกล่าวแต่เพียงว่า จะไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากถูกพิจารณาแล้วว่า เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ของกษัตริย์ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต่างไม่ขอแสดงความคิดเห็น


พระพลานามัยของกษัตริย์เป็นเรื่องสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อพสกนิกรที่เฝ้ากังวล เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชาโดยทั่วไป และเพราะพระองค์ทรงเปรียบเสมือนศูนย์รวมใจในยามที่การเมืองเกิดวิกฤติ


สำนักพระราชวังกล่าวว่า พระองค์ทรงหายประชวรจากโรคพระปับผาสะ (ปอด) อักเสบ


พระองค์ทรงปรากฎพระองค์ต่อสาธารณะชนจากโรงพยาบาลแทบจะนับครั้งได้ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงเสด็จออกจากโรงพยาบาล


พิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ

วันที่ 26 ก.พ. 2553 เวลา 07:00 น.

ประเด็นร้อน 26 ก.พ. ประเทศไทย วันนี้หากกล่าวในสภาพโลกหยุดหมุน นาฬิกาหยุดเดิน คงไม่เกินเลย เพราะทุกคนแทบจะหยุดนิ่งเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว

1.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว คำถามที่คนไทยสงสัยใคร่รู้มาแสนนาน “ยึดทั้งหมด” “ยึดบางส่วน” หรือ “ยกฟ้องคืนทั้งหมด”จะได้รับคำตอบ และไม่ว่าผลของคดีจะออกมารูปแบบไหน ย่อมส่งผลสะเทือนต่อสังคมไทยในรูปของความขัดแย้งระหว่างคนไทยที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน 





2.ต้องติดตามท่าทีของบุคคลต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมแถลงสดทางวิดีโอลิงก์ เข้าสู่ยังพรรคเพื่อไทย เพื่อสื่อสารกับเหล่าสมาชิกนัดรวมตัวกันฟังอยู่ที่พรรค และเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม วอยซ์ทีวี สู่มวลชนคนเสื้อแดง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดดังเป็นระยะตั้งแต่ระหว่างการอ่านคำพิพากษา ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าตัวยังจัดรายการในช่วงค่ำ2 ทุ่มครึ่ง ผ่านทีวีพีเพิลชาแนลเพื่อสื่อสารกับคนเสื้อแดง จะมีการสั่งการใดเป็นสิ่งที่ต้องจับตา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผลการตัดสินออกมาทางใด เพราะไม่ต่างจากต้นร่างของภาพที่เราจะเห็นในอนาคต


3.ขณะที่บริเวณสนามหลวง กลุ่มคนเสื้อแดงในนามแดงสยาม ภายใต้การนำของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ตั้งเวทีเรียกชุมนุมคนเสื้อแดงร่วมฟังการอ่านคำพิพากษา แม้เชื่อว่ามีมวลชนเข้าร่วมไม่มาก แต่ไม่อาจไว้วางใจว่ากลุ่มมวลชนเหล่านี้จะมีการเคลื่อนไหวนำไปสู่ความวุ่นวายรุนแรงหรือไม่ เพราะมีข่าวออกมาตลอดวานนี้ถึงความพยายามปลุกชนวนการจลาจลในวันพิพากษา


4.ช่วงที่ศาลฎีกาฯ อยู่ในกระบวนการอ่านคำพิพากษา ตรวจสอบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่มีวาระงานภายนอกโดยปักหลักทำงานอยู่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามรายงานการอ่านคำพิพากษาเช่นกัน และด้วยสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ และปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่าหลังการอ่านคำพิพากษา 45 ชั่วโมงให้หลัง ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์เป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน ก็จะปิดลับการพำนักของนายกรัฐมนตรี หากมีเหตุไม่พึงประสงค์


5.ไม่เพียงเท่านั้น ผลคำพิพากษาคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องจับตาตลาดหุ้นตลาดเงินจะปั่นป่วนหรือไม่ อีกประเด็นต้องจับตาการโยกย้ายเงินที่อายัดไว้กับสถาบันการเงินกว่า 16 แห่ง มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท จะสั่นสะเทือนฐานะสถาบันการเงินหรือไม่อย่างไร แม้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีเงินฝากครอบครัวชินวัตรถูกอายัดกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ก็ออกมายืนยันว่าไม่กระทบฐานการเงินธนาคาร


6.ปิดท้ายคดียึดทรัพย์ หากไม่ถูกยึดทั้งหมด หรือได้คืนทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการมาแล้วว่า ให้คนใกล้ชิดถอนเงินจากบัญชีที่ถูกอายัดไว้ทุกบัญชีทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินที่เหลือจะถึงมือแน่นอน ขณะที่กรมสรรพากรรู้ทันได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ที่อายัดเงินไว้ทุกแห่งยังคงอายัดต่อไปจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีหนีภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัทแอมเพิลริช ที่ต้องจ่ายอีก 1.2 หมื่นล้านบาท  




ศาลสั่งยึดทรัพย์ทักษิณ4.6หมื่นล้าน

วันที่ 26 ก.พ. 2553 เวลา 20:45 น.


องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ 4.6หมื่นล้านตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งยึดทรัพย์พ .ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นว่า คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภรรยา มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณตลอดมา โดยผลประโยชน์จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปมาจากการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นสินสมรส จึงมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ด้วย  ตามกฎหมาย ปปช. การยึดทรัพย์ทำให้ 2 กรณี คือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ กับกรณีร่ำรวยผิดปกติโดยได้ทรัพย์สินมาไม่สมควร กรณีนี้เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติโดยเป็นทรัพย์สินไม่สมควร และให้ยึดทรัพย์โดยอิงราคาหุ้นชินคอร์ป ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.2544 ซึ่งเป็นวันที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯสมัยแรก บวกดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 4.6หมื่นล้านบาท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น