เพลงฉ่อยชาววัง

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

สัมภาษณ์พิเศษ : ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เลือกตั้ง’62 กับอนาคตชาติ


หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถึงสถานการณ์การเมืองไทย ตามโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งตามปฏิทินการเลือกตั้งถูกวางไว้ระหว่าง 24 ก.พ.-5 พ.ค.2562
พร้อมทั้งประเมินท่าทีการสืบทอดอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตลอดจนแนวทางการต่อสู้ของพรรคการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญในรอบ 8 ปี
มองสัญญาณกำหนดเลือกตั้งอย่างเร็ววันที่ 24 ก.พ.2562 อย่างไร
สัญญาณจริงๆ ที่จะทำให้เห็นว่ามีการเลือกตั้งหรือไม่คือ กลางเดือนก.ย.นี้ จะชัดเจน ทุกฝ่ายจะเห็นว่าต้องขยับอย่างไรต่อไป
ขณะเดียวกันสัญญาณทุกสัญญาณบ่งชี้ว่าต้องมีการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ จะร่วมกับพรรคการเมืองหรือไม่ กลางเดือนก.ย.นี้จะชัดเจนมากขึ้น
การเลือกตั้งคงต้องเดินหน้าเต็มที่ เพราะสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ทำในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันแคมเปญหาเสียงชัดๆ นี่คือการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ อย่างชัดเจนที่สุด เชื่อว่าคงทนแรงเสียดทานไม่ไหว ต้องเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในที่สุด
ดังนั้น เรานึกไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการเลือกตั้งเดือนก.พ.2562 หมายความว่าจะทำกันทันได้อย่างไร
ประเมินท่าทีพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะประกาศความชัดเจนทางการเมืองในเดือนก.ย.นี้อย่างไร
ไม่แน่ ถ้าลงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็เป็นนายกฯ คนใน ถ้าไม่ลง พปชร.อาจจะมารอบสอง หรืออาจจะอยู่ในบัญชีนายกฯ แต่ไม่ได้เป็นส.ส.ก็ได้
มีไพ่หลายใบมากที่พล.อ.ประยุทธ์เล่นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นไพ่ไหน ฝั่งที่นิยมชมชอบประชาธิปไตยก็ต้องชัดเจน ไม่ว่าจะนายกฯ คนใน นายกฯ คนนอก ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชัดเรื่องการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ว่าคนในหรือคนนอกก็คือการสืบทอดอำนาจ
อนาคตใหม่มองอย่างไรกับไพรมารีโหวตที่พรรคการเมืองต้องหยั่งเสียงสมาชิกก่อนหาคนลงสมัครส.ส. แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการปรับแก้
ถ้าแก้เป็นรายภาคคงจะงงกว่ารายเขตอีก เพราะรายภาคทำให้นึกไม่ออกว่าต้องให้สมาชิกพรรคมาลงคะแนนที่เดียวหรือไม่ แล้วแบบนี้คนขอนแก่นเขต 3 จะรู้เรื่องคนศรีสะเกษเขต 2 ได้อย่างไร คนขอนแก่นเขต 3 จะไปไพรมารีให้คนอุบลราชธานีเขต 1 ได้อย่างไร คงจะมั่วและเละเทะไปหมด
รวมถึงไพรมารีสำหรับปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกมา 150 คน แล้วให้สมาชิกพรรคเลือกจัดลำดับกัน มีคนเดียวที่แน่นอนคือผม ในฐานะหัวหน้าพรรคที่ต้องเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่ง แต่อันดับ 2-150 จะไม่แน่นอนเลยว่าใครอยู่อันดับไหน ซึ่งการไพรมารีโหวตปาร์ตี้ลิสต์ การลงคะแนนคงจะได้แค่ 40 อันดับแรก อีก 100 คนที่เหลือได้ 0 คะแนน แล้วที่เหลือจะจัดลำดับกันอย่างไร ซึ่งขัดกับอุดมการณ์ของปาร์ตี้ลิสต์โดยสิ้นเชิง
แต่พรรคอนาคตใหม่ขอให้จัดมาเถอะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อนาคตใหม่อยากชนะ คสช. ในเกมที่ คสช.ตั้งขึ้นมาเอง เพื่อที่จะหมดข้อครหาทั้งหมดทั้งปวง เพื่อที่จะนำความฝันของเราไปทำให้เป็นจริง คือ ชนะในกฎเกณฑ์ คสช.ด้วยสันติ ไม่ใช่ด้วยอาวุธ ไม่ใช่ด้วยเงิน
สุดท้ายการแก้ไขแนวทางการไพรมารีโหวต เพื่อให้มีเลือกตั้ง ก.พ.2562 หรือมี.ค.2562 คงหนีไม่พ้นการใช้มาตรา 44 ซึ่งเป็นเรื่องน่าตลก เขียนเอง ลบเอง สร้างข้อจำกัด ข้อยกเว้นเอง ดีไม่ดีคนที่คอยบอกว่าจะเอาอย่างไรกับกฎคงหนีไม่พ้นพรรคทหาร
ไม่ต้องเรียกพรรคการเมืองอื่นไปคุยหรอก อยากได้กฎแบบไหนก็ไปคุยกับพรรคพลังประชารัฐ นี่คือความเป็นจริง อยากได้กฎกติกาแบบไหนให้ถามพรรคพลังประชารัฐ กฎระเบียบทั้งหมดจะถูกปรับให้สอดคล้องกับพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ต้องการ
ตอนนี้อนาคตใหม่พร้อมเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน
หวังว่าภายในครึ่งเดือนแรกของก.ย.นี้ งานทะเบียนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเรียบร้อย รับรองอนาคตใหม่เป็นพรรคอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เปิดตัวได้วันที่ 1 ต.ค.นี้
ถามว่าทันหรือไม่ ตามปฏิทินปัจจุบันผมจะได้ผู้ลงสมัครส.ส.ครบ 350 เขตจากการทำไพรมารีโหวต ปลายเดือนม.ค.2562
ถ้าเลือกตั้งปลายเดือนก.พ.2562 ผมจะมีเวลาหาเสียง 24 วัน ในขณะที่พล.อ.ประยุทธ์เริ่มหาเสียงแล้วตอนนี้
ผมยืนยันว่าอนาคตใหม่พร้อมลงสนาม อยากให้เลือกตั้งเร็วดีกว่าเลือกตั้งช้า การเลือกตั้งช้าจะทำให้เราได้เปรียบ เนื่องจากเป็นพรรคใหม่ มีเวลาเตรียมตัว มีเวลาประชาสัมพันธ์มากขึ้น มีเวลาในการสร้างฐานของพรรคให้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง
แต่เป็นการได้เปรียบที่พรรคอนาคตใหม่ไม่ขอรับไว้ ยิ่งนานประเทศยิ่งพัง เศรษฐกิจยิ่งเสียหาย ต่อให้เราเสียเปรียบก็ขอให้เลือกตั้งเร็วขึ้น
การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรจะก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่ออนาคตใหม่แค่ไหน
ประชาชนจะเป็นคนตอบเอง แนวทางการสร้างพรรคเราต่างกัน อย่างเวลาผมลงพื้นที่ ไปคุยกับประชาชน ต้องการสร้างฐานให้ใหญ่ เพื่อให้ฐานเลือกผู้แทนส.ส.ของตัวเอง
สิ่งที่สามมิตรทำคือ เข้าไปแล้วดูใครมีเสียง 5,000 คน เสียง 10,000 คน ดึงเข้ามา เขาสร้างบ้านจากการต่ออิฐจากข้างบน บางเขตอาจไม่ได้หวังส.ส.แต่หวังคะแนน ดังนั้น จึงเห็นความแตกต่าง
ผมสร้างจากฐาน ใครมี 5,000 คน ใครมี 10,000 คน ผมไม่คุย มันไม่ใช่วิธีการสร้างบ้านแบบที่เราต้องการ เราสร้างบ้านจากฐานล่าง เริ่มจากคนที่เห็นอุดมการณ์ร่วมกัน แล้วขยายแนวร่วมออกไป เพื่อไปเลือกคนลงส.ส.ด้วยตัวเอง
นี่จะเป็นบ้านที่ยึดโยงคนด้วยความคิด จะเห็นได้ว่าเวลาผมไปจังหวัดไหน จะไม่ไปคุยกับคนมีบารมี มีอิทธิพล เพราะผมยักไหล่
แต่ถ้าสร้างบ้านแบบนั้น ความคิดยึดโยงกันตรงไหน แก่นความคิดมีหรือไม่ ไม่มีหรอก แล้วจะทำพรรคการเมืองอย่างนั้นไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ ตอบได้อย่างเดียวพรรคแบบนั้นยึดโยงกันแล้วทำให้กลไกแบบนั้นทำงานได้คือผลประโยชน์ แต่ไม่ใช่ที่นี่
เวลาสามมิตรลงพื้นที่เขาอาจคุยกับคนแค่ 10 คน ผมลงไปแต่ละจังหวัดเจอ 4-5 วง เจอทุกวงที่มีผู้สนับสนุน ทำงานเหนื่อยกว่าเยอะ
ต้องวัดกันว่าประชาชนเห็นหรือไม่ พรรคการเมืองแบบไหนที่จะเดินหน้าไปอย่างมีพลังมากกว่า ไม่มีใครตอบได้ วิธีเขาอาจจะถูก วิธีผมอาจจะผิดก็ได้
ฐานเสียงของอนาคตใหม่ดูจะมุ่งเน้นไปที่คนรุ่นใหม่อายุ 18-25 ปี 7 ล้านเสียง ที่ยังไม่เคยได้เลือกตั้ง จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ออกมาใช้สิทธิ
มีวิธีเดียวคือคุย ให้เวลา นับจากนาทีนี้ไปสู่การเลือกตั้ง ผู้บริหารพรรคใช้เวลาไปทำอะไร ทำยังไงกับคนรุ่นใหม่ ก็ให้เวลาเขา พูด เดิน รณรงค์ ทำให้เขาเห็นความสำคัญของเรื่องที่ถูกต้องกับอาวุธสำคัญที่สุดที่เขามีเพื่อใช้ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อยึดอนาคตกลับมาเป็นของเขาคือ เสียงของพวกเขาเอง
ทำให้เขาเข้าใจ ให้เขาลุกขึ้นมาจัดตั้งกันเองได้ ต้องทำให้ดอกไม้บาน เมื่อบานแล้วเขาจะไปรณรงค์ของเขาเอง และนั่นคือสิ่งสวยงามที่เราอยากเห็น
ผู้สนับสนุนเรามีหลายสี หลายคนใส่เสื้อแดง หลายคนใส่เสื้อเหลืองมาก่อน
ตรงนี้ต้องขีดเส้นกันใหม่ อย่ายอมให้กลุ่มคนมีอำนาจแบ่งแยกประชาชนเป็น 2 ฝ่าย ทำให้ประชาชนเกลียดกันเอง นี่คือสิ่งที่เขาทำสำเร็จในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
บาดแผลในใจประชาชนร้าวลึก ไม่เชื่อซึ่งกันและกัน เกลียดกัน พร้อมที่จะฆ่ากัน ต้องขีดเส้นแบ่งใหม่ ระหว่างประชาชนฝ่ายหนึ่ง กับอภิสิทธิ์ชนกลุ่มน้อยอีกฝ่ายหนึ่ง ที่สนับสนุนการดำรงอยู่ของรัฐประหาร สนับสนุนโครง สร้างทางเศรษฐกิจและสังคมการเมือง ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาดอย่างมหาศาล
ต้องขีดเส้นใหม่ให้ชัด เพื่อให้เราได้เห็นว่าต้องต่อสู้กับใคร เพื่ออะไร
มองการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย หลังการเลือกตั้งปี 2562 อย่างไร
ถ้าทุกพรรคการเมืองยืนยันเรื่องประชา ธิปไตย ยืนยันความเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา รัฐประหารก็จะเกิดไม่ได้ แต่ที่รัฐประหารเกิดเพราะมีบางส่วนไปสนับสนุนรัฐประหาร
สิ่งที่เราอยากเห็นคือพรรคการเมืองกลับมาเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยทุกพรรค ในแง่หนึ่ง เมื่อแต่ละพรรคมีโอกาสกลับสู่ระบอบรัฐสภา แต่เรามองไม่เห็นทางว่า 2 พรรคใหญ่จะทำสำเร็จได้อย่างไร
ผมไม่รู้พรรคไหนจะเสนอแนวทางอย่างไรหลังเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ออกมา พูดชัด
แต่สำหรับอนาคตใหม่เขียนชัดในแนวนโยบายคือ พยายามจะทำทุกทางให้ประชา ธิปไตยกลับคืนมา ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ผมไม่รู้พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นๆ จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างไร
เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้งเราไม่รู้ สิ่งที่ต้องการคือทุกคะแนนเสียง พอหลังเลือกตั้งแล้วต้องมาดูว่าสามารถร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่งควรมีเสียงมากพอที่จะต่อรองให้ผลักดันเรื่องที่ก้าวหน้าในสังคมไทยได้
พรรคอนาคตใหม่ตั้งเป้าส.ส.ไว้กี่คน
รออีกนิด พอใกล้เลือกตั้งผมจะพูดถึงคณิตศาสตร์การเมืองของพรรคอนาคตใหม่ แต่วันนี้เรายังทำการบ้านกันอย่างหนัก จึงยังไม่อยากเปิดเผยตรงนี้ออกไป
แต่การจะผลักดันวาระก้าวหน้าของสังคมจำเป็นต้องมีส.ส.อย่างน้อย 20 คน เพื่อเสนอร่างกฎหมาย 20 คนเป็นอะไรที่เราต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีอิสรภาพในการผลักดันกฎหมายโดยพรรคเดียว ต้องไปประสานพรรคอื่นมาร่วมเข้าชื่อ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบศึกเลือกตั้งเหมือน 3 ก๊ก
เขาพยายามตีกันเราออกไป ถ้านายอภิสิทธิ์บอก 3 ก๊ก ผมก็บอกว่าไม่ใช่ ประชาชนตื่นตัวกันมากกว่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการชี้ประวัติศาสตร์ คนไทยจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตประเทศว่าจะไปในทิศทางไหน เพราะที่ผ่านมาไม่มีฉันทามติว่าประเทศไทย จะอยู่ร่วมกันแบบไหน ระบอบการปกครองที่ทุกคนเห็นด้วยคืออะไร
การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการชี้อนาคตว่า ประเทศไทยจะเป็นแบบไหน เราจะอยู่ด้วยความกลัวหรือความหวัง จะอยู่กับเสรีภาพหรือการกดขี่
นั่นเป็นการมองโลกแบบเชื่อว่าประชาชนไม่คิดอะไรเลยกับอนาคตของประเทศ แต่ผมยืนยันว่าการพูดคุยกับประชาชนของผมมีคนคิดไปไกลกว่านั้นมาก
ถ้าประชาชนมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรคการเมืองที่ประกาศชัดว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย นำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 นี่จะเป็นเสียงของอนาคต ซึ่งสำคัญมากกว่าเรื่องนโยบายของพรรคไหนดีกว่าพรรคไหนด้วยซ้ำไป
สิ่งสำคัญคือ สังคมทั้งสังคมนี้จะเคลื่อนไปในทิศทางไหน นี่ต่างหากคือเรื่องหลัก
นิยามศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญในรอบ 8 ปีนี้อย่างไร
ประชาธิปไตย กับอประชาธิปไตย จะพูดแบบนั้นก็ได้ แล้วทีนี้ค่อยมาดูแต่ละพรรคที่พูดว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยกันหมดนั้น ต้องมายืนยันกันที่เนื้อหาอีกที
ถ้าได้ดีเบตกับพรรคเหล่านี้เมื่อไร ผมจะถามให้ชัด เพื่อไม่ให้สับสน
ที่มา : ข่าวสด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น